พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

       น้ำเป็นเครื่องชำระล้างได้แต่สิ่งปฏิกูลภายนอกร่างกาย
เช่น เนื้อหนัง ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ เป็นต้น แต่จะใช้ล้างจิตใจ
ที่สกปรกโสมมซึ่งอยู่ภายในร่างกายให้สะอาดไม่ได้

อันนี้เราจะต้องใช้น้ำเรียกว่า “ทิพยโอสถ” ชำระล้าง
คือ “พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ” นี้แหละ
จึงจะทำให้จิตใจของเราสะอาดบริสุทธิ์หมดจดได้
ฉะนั้น น้ำทิพยโอสถจึงเป็นยาสำหรับล้างใจให้หายจากทุกข์ฯ

       การที่เรามานั่งตั้งสติ กำหนดอยู่กับลมหายใจ
ด้วยคำว่าภาวนาว่า  พุท - เข้า โธ – ออก
ไม่ลืม ไม่เผลออย่างนี้ก็จัดว่าเป็น “พุทธคุณ”
เมื่อจิตของเราไม่มีสัญญาอารมณ์ใดๆมาเกาะเกี่ยว
เกิดความสว่างไสว อิ่มเอิบขึ้นในดวงใจ นี่ก็จัดว่าเป็น “ธรรมคุณ”
การขยับขยายลมหายใจเข้าออก ให้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทั่วตัว
อันนี้จัดว่าเป็น “สังฆคุณ” รวมความก็คือ

เกิดความรู้ ความสว่างเป็นตัว “พุทธะ”
จิตเที่ยงเป็นตัว “ธรรมะ”
รักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้มีมากขึ้นเป็นตัว “สังฆะ”


...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๔๖.



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

          ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็เกิดขึ้นจาก "จิตใจดวงเดียว" นี้เองนะ
ไม่ใช่เกิดขึ้นจากที่อื่น บุญก็ดี บาปก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี หมู่นี้นะ
“ความอยาก คือ ตัณหา” ก็เหมือนกัน ก็จิตนี้เป็นผู้อยาก
เป็นผู้ดิ้นรนทะเยอทะยาน ถ้าจิตนี้ไม่ทะเยอทะยานแล้ว ตัณหาไม่มี

ตัณหามันจะเกิดเองไม่ได้เลย จิตต่างหากปรุงแต่งมันขึ้น มันจึงมีได้

จิตนี้เมื่อบุคคลไม่ฝึกฝนอบรมแล้วมันก็ตกเป็นทาสของตัณหานี้
เรื่อยมาแหละตั้งแต่ชาติหลังโน่นแหละมาจนถึงจนถึงปัจจุบันนี้

ก็ต้องเป็นทาสของตัณหาอยู่อย่างนั้นแหละ
อย่าไปเข้าใจว่าเป็นอิสระนะคนไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิตใจนี่
เพราะเหตุนั้นมันถึงไม่ปรารถนาที่จะแสวงหาศีลธรรม
ไม่ปรารถนาที่จะรู้สัจธรรม ธรรมของจริง
ก็เพราะว่า ตัณหามันมีอำนาจ มันสามารถบังคับให้คนเรานั้น
เบื่อหน่ายต่อศีลต่อธรรมต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า  


บุคคลที่เคารพนับถือพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ อยู่  ค่อยยังชั่วหน่อย..
พอที่จะทวนกระแสกิเลสตัณหานั้นได้อยู่เป็นบางครั้งบางคราว  
ถ้าหากว่าผู้ใดขาดความเคารพนับถือในพระคุณทั้งสามนี้แล้ว
มันไม่มีแก่ใจที่จะมาทวนกระแสของกิเลสตัณหาเลย  

มีแต่ปล่อยตนให้ไหลไปตามอำนาจกิเลสตัณหาโดยส่วนเดียว  
กิเลสตัณหามันพาให้ทำบาปก็ทำกับมัน ก็ไปตามมัน
เอ้า กิเลสตัณหามันบันอาลให้ไปทำบุญ ก็ไปทำบุญไป
ทำอะไรเอากิเลสตัณหาว่าคนที่ไม่ได้ฝึกใจของตน
ให้เข้มแข็ง  ให้อยู่เหนืออำนาจกิเลสตัณหา
มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ

เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้ตัวว่าตน
ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาดังกล่าวมานี้แล้ว
ก็พยายามฝึกจิตใจของตนเข้าไป  ให้ใจมันเข้มแข็ง
ให้ตั้งมั่นอยู่ในบุญในกุศลในคุณความดีให้มาก
แล้วจิตใจมันจะมิได้ตกไปอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสตัณหานั้น

ก็อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ อะไรๆก็มีใจนี้เป็นใหญ่เป็นประธาน
สุดแล้วแต่ใจจะน้อมไปทางไหน  

ถ้าใจไม่ฉลาดมันก็น้อมไปในทางกิเลสตัณหา
สั่งสมกิเลสตัณหานั้นให้มากขึ้นในจิตใจ  
ถ้าใจมันมีปัญญามันฉลาด มันรู้ว่ากิเลสตัณหานี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  
บุคคลจะได้รับความทุกข์ทนทรมานโดยอาการอย่างใด
ก็เกิดไปจากตัณหาความทะยานอยากนี้เป็นมูลเหตุ  
ผู้ใดรู้อย่างนี้แล้วมันก็พยายามแหละบาดนิ
พยายามทวนกระแสของตัณหาเลย


เมื่อมันอยากได้อะไรขึ้นมา พิจารณาเห็นว่า ไอ้สิ่งที่มันอยากนั่น
มันเป็นทุกข์เป็นโทษ  เช่นนี้แล้วมันก็ไม่ไปตามน่ะ
ไม่ไปตามความอยากนั้น มันก็ต้องละความอยากนั้นเสีย  เป็นอย่างนั้น  
ถ้าความอยากอันใด มันไม่เป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษ
มันเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น  เช่นนี้ก็จึงค่อยทำไป

จึงค่อยไปตามความอยากนั้นๆ

ดังนั้นพูดถึง "ตัณหาความอยาก" แล้ว
มันก็ควรจะแบ่งออกเป็นสองภาคได้อยู่  
ภาคหนึ่งนั้นมันมี “อวิชชา” เป็นเพื่อน  มีความไม่รู้นั่นน่ะ
กำกับไปกับความอยาก
  เมื่อมันมีความไม่รู้กำกับไปความอยาก
ส่วนมากมันก็อยากไปกับความเป็นบาปเป็นโทษนั่นแหละ  
เรื่องของอวิชชาความไม่รู้แล้ว มันก็ต้องหมุนไปทางบาป มันเป็นอย่างนั้น  

ความอยากอีกประเภทหนึ่งประกอบไปด้วย “ปัญญา”
เมื่อมันอยากสิ่งใดมา มันก็ใคร่ครวญซะก่อน  

ว่าสิ่งที่ตนอยากนี้มันเป็นคุณหรือเป็นโทษ  
มันเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์  มันก็ต้องใคร่ครวญเสียก่อน
อันนี้เรียก ความอยากประกอบไปด้วยปัญญา
ถ้าเห็นว่า สิ่งที่มันอยากนั้นมันมีมันเป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษ
มันก็ไม่อยาก มันก็เว้น ถ้าเห็นว่าสิ่งที่อยากนั้น
มันเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่นอย่างนี้
ก็จึงค่อยดำเนินไปตามความอยากนั้น


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"สอนให้รู้จักทำใจให้เป็นกลาง"



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

        พึงพากันตั้งใจ
ทำใจของเราให้หนักแน่นลงไป อย่าให้ใจมันอ่อนแอท้อแท้

การที่เรามาประชุมร่วมกันในศาลาการเปรียญนี้
ก็เพื่อมาฝึก “ตั้งใจ” นั่นแหละ  ไม่ใช่อย่างอื่นใด  
ถ้าอยู่ตามลำพังแล้วมันไม่ค่อยได้ตั้งใจกัน
มักจะปล่อยใจให้เพลินให้เมาไป ไม่ค่อยจะสำรวมจิตตัวเอง  
ดังนั้นเมื่อมาสู่ที่ประชุมแล้วอย่างนี้ยังปล่อยใจให้เพลินอยู่
มันก็ใช้ไม่ได้เลย มันต้องสำรวมจิตของตนเข้าไปให้มันแน่วแน่ลง
เมื่อผู้ใดทำใจให้สงบลงได้ในขณะฟังธรรมะอยู่
มันก็ให้ได้รับความสบายใจไป นั่นแหละไม่วุ่นวายเดือดร้อน
บาดนิแล้วก็จำอุบายธรรมะที่ท่านแสดงไปให้ได้  
ไม่ได้มากก็ให้ได้น้อย เมื่อจำอุบายนั้นได้แล้วไปอยู่ลำพัง
ก็น้อมอุบายนั้นล่ะมาสอนใจตัวเองให้ใจของตน

มันเป็นศีลเป็นธรรมลงไป  อย่าให้ใจมันไปเกลือกกลั้วกับกิเลสตัณหา  

"ใจเป็นธรรม คือ ใจเป็นกลาง" ไม่ยินดีกับสิ่งใด
และก็ไม่ยินร้ายกับสิ่งใด  ตั้งใจเป็นกลางต่อสิ่งทั้งปวง
อันนี้ล่ะจึงเรียกว่า "ใจเป็นธรรม"
จุดประสงค์การปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้
ก็เพื่อที่จะให้ใจมันเป็นกลางนี่แหละ ความจริงนะ  


การที่บุคคลได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ในโลกอันนี้
ก็เพราะว่า ทำจิตให้เป็นกลางไม่ได้เลย  
เป็นได้ก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง  สักหน่อยก็เอียงไปข้างรักบ้าง
เอียงไปข้างชังบ้าง ข้างโกรธบ้าง เอียงไปข้างเสียใจเศร้าโศกบ้าง หมู่นี้
ถ้าว่าใครสามารถทำใจให้เป็นกลางได้อย่างนี้
ผู้นั้นก็ย่อมเป็นผู้มั่นคงในพุทธศาสนานี้
หมายความว่า ไม่เสื่อมจากพุทธศาสนานี้ จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม
เป็นนักบวชก็ตามก็จะทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าได้  


ก็เมื่อใจเป็นกลางแล้วอย่างนี้
มันก็ไม่คิดไปในทางบาปอกุศลนี้นะ จึงเรียกว่า ใจเป็นกลาง
แล้วก็ไม่คิดเพลินไปด้วยอำนาจแห่งความรักความใคร่ต่างๆ
แล้วก็ไม่หมกมุ่นอยู่ในความเกลียดชังซึ่งกันและกัน หมู่นี้นะ
เมื่อทำใจเป็นกลางแล้วมันไม่มีกิริยาอาการของจิต
ที่จะเอียงไปข้างโน้นข้างนี้  ไม่มี  นี่เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ
ก็จงพากันตั้งอกตั้งใจสำรวมจิตใจของตนเสมอไป
พยายามทำใจให้เป็นกลางให้ได้


ถึงจะไม่ได้สม่ำเสมอไป แต่ก็ให้มันได้เป็นครั้งเป็นคราวก็ยังดี  
ดีกว่ามันทำให้เป็นกลางไม่ได้เสียเลย อันนั้นนับว่ามันผิดไปจากทำนองคลองธรรม  
เรียกว่าเป็นผู้ตั้งใจไว้ผิด  ตั้งใจไม่ถูก

...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"สอนให้รู้จักทำใจให้เป็นกลาง"



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

เช่นมันอยากทำมาหาเลี้ยงชีพแต่โดยทางสุจริตอย่างนี้นะ  
ทางทุจริตไม่เอาแล้ว  ทำอย่างนั้น อย่างนั้นเป็นทางสุจริต
ทำอย่างนั้นเป็นทางทุจริต  ก็ดำเนินไปในทางสุจริตนั้นนี้แหละ
แม้เป็นพระภิกษุสามเณรก็เหมือนกันนะ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างไร “มิจฉาชีพ – สัมมาชีพ”


       “ มิจฉาชีพ” นั้นหลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต
เช่น ตนไม่มีคุณวิเศษก็ไปอวดเขาว่า ตนมีคุณวิเศษ
ตนไม่ได้ฌานก็ว่าตนเป็นผู้บรรลุฌาน อย่างนี้แหละ  
ตนไม่รู้อดีตอนาคตก็ไปอวดว่าตนรู้อดีตอนาคต เดาเอา อย่างนี้
เหมือนอย่างที่นิทานท่านเล่าไว้ “อรหันต์ในตุ่ม” นั้นน่ะ

       เพื่อนก็เอาตุ่มใหญ่ไปไว้ในห้อง  นู่น..บาดนิ
เมื่อรู้ข่าวว่าญาติโยมจะมาหานี่ ทีแรกก็ให้เขาเห็นซะก่อน
เขามองมาแต่ไกลก็เห็นว่านั่งอยู่นั่น พอเขามาใกล้แล้วไม่เห็นเลย
หายังไงก็ไม่เห็น เรียกหาก็ไม่ตอบ  เอ๊ะ..เมื่อตะกี้นี้ท่านนั่งอยู่นี้นะ
ไปไหนเสียไววาเหลือเกินว่างั้น  ที่แท้แล้วย่องเข้าไปอยู่ในไห
ขดตัวอยู่ในไหนั้น อย่างนี้แหละพอญาติโยมเขาตามหาไปตามหามา
ทางโน้นทางนี้ ก็ย่องออกจากไหแล้วก็มานั่งอยู่อาสนะตามเดิม
เขาวกกลับมา มาเห็นเข้า  เอ๊ะ พระคุณเจ้าหายไปไหนเมื่อตะกี้
พวกผมมาล่ะก็ไม่เห็นเลย โอ๋ย..ธรรมดาเรื่องพรรค์นี้..
โยมๆต้องรู้เอาเองแหละมันเป็นอย่างไรล่ะ  พระผู้ปฏิบัติในพุทธศาสนานี้
มันก็ย่อมสามารถทำคุณงามความดีนี้ให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปได้  
อะไรก็ว่าไปเพื่อให้เขาได้รู้ว่าตนมีฤทธิ์ ตนหายตัวได้ อย่างนี้แหละ

          อย่างหนึ่งก็เรียกว่า “อรหันต์รากไทร” ไปอยู่หลังเขา
ต้นไทรมันก็ขึ้น เกิดขึ้นที่ก้อนหินข้างเขานั้นแล้วมันก็หย่อนรากมัน
ลงไปถึงพื้นชั้นล่างนู้น   บาดนิเมื่อญาติโยมมาหา
สนทนาปราศัยกันแล้วเขาก็นิมนต์ไปแสดงธรรมที่โน่นที่นี่  
เอ้อ เอ้าโยมไปก่อนนะ อาตมาจะไปทีหลัง  โยมเขาก็ไปก่อน
พอเห็นโยมเขาคล้อยหลังไป ทางนี้ก็ก่องแก่งไปตามรากไทรนั่น..
โหนรากไทรลงไป  ทางที่ลงโดยแท้จริงแล้วมันทางโค้งน่ะ  
บาดนิโหนรากไทรลงไป แล้วก็ลงไปยืนคอยญาติโยมอยู่ทางตีนเขานู่น
พอญาติโยมลงเขาไปแล้วไปเห็น..โอ้..พระผู้เป็นเจ้ามายังไงนี่
ทำไมจึงมาถึงก่อนพวกผมวา  เอ้า..ธรรมดาพระก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละก็ว่า  

คราวนี้พวกญาติโยมเขาก็ไม่ค่อยจะเชื่อน้ำมนต์เท่าใดนัก
ว่าพระคุณเจ้าองค์นี้มีฤทธิ์จริงหรือไม่นอ..วันหลังมาเขาก็ทำท่ามาหาอีก  
มาแล้วบัดนี้ไอ้คนหนึ่งมันก็ไปดักอยู่ ใกล้ๆกับต้นไทรนั้น  
พวกหนึ่งก็มานั่งคุย คุยแล้วก็นิมนต์ให้ไปแสดงธรรมที่นู้นที่นี้  
อ่ะ ..โยมไปก่อนเถ๊อะ..อาตมาไปทีหลังหรอก พอโยมคล้อยหลังไป
ก็...โหนรากไทรนั้นลงไป คนที่เขาแอบดูเขาก็เห็นบาดนิ  
พอเขาเห็นอย่างนั้นภายหลังมาเขาก็ไปเอามีดไปหั่นรากไทร
รากที่เพื่อนโหนลงนั่น ให้มันยังเหลือน้อยเดียว
วันหลังมาเขาก็มานิมนต์อีก  มานิมนต์ก็บอกว่า ไปก่อนเถิดโยม
เขาก็ไป พอคล้อยหลังเข้านี่เพื่อนก็ลงไปโหนรากไทรรากเก่านั้นแหละ  
ทานน้ำหนักไม่ไหวรากไทรขาดบาดนิ มันก็ตกลงไปกองอยู่ตีนเขาโน่น
นี่..ท่านเรียกว่า อรหันต์รากไทร มันเป็นอย่างนั้น

         เพราะฉะนั้นการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยทางที่ผิดเป็นมิจฉาชีพ
พระศาสดาทรงตำหนิ  แม้เป็นพระเป็นเจ้าก็เหมือนกัน
ยังปรับอาบัติอย่างหนักไว้เสียด้วย  เป็นอย่างนั้น
แม้ชาวบ้านก็เหมือนกัน ทำมาหาเลี้ยงชีพโดยทางทุจริต
ฉ้อๆโกงๆ ซึ่งกันและกันเพื่อจะให้ได้ร่ำรวยโดยรวดเร็วหมู่นี้  
ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเดือดร้อน มันก็เป็นบาปเป็นโทษ

คนเห็นแก่ตัวก็ย่อมจะเป็นอย่างนั้นแหละ  
คนอื่นนั้นจะเป็นทุกข์เดือดร้อนยังไงก็ช่างมัน
ว่าแต่ตนเองนั้นได้รับความสุขสบายแล้วเป็นพอ  
แต่แล้วตนก็ยังอาศัยหมู่อยู่ เมื่อตนอาศัยหมู่คณะอยู่
เอ้า ก็ไปทำลายหมู่คณะให้เดือดร้อน ไอ้อย่างนี้พระศาสดาทรงตำหนิ

ว่าเป็นผู้บำเพ็ญตนเป็นเสนียดจัญไรต่อหมู่ต่อคณะ
ไม่เป็นหนทางพ้นทุกข์ไปได้เลย

ดังนั้นทุกคนให้พึงพากันตั้งอกตั้งใจ บำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติ
ให้ตรงไปตามคำสอนพระพุทธเจ้า เรายอมสละชีวิตเพื่อคำสั่งสอนนี้แหละดี  
ดีกว่าจะไปสละชีวิตเพื่อกิเลสตัณหา  บุคคลใดไปยอมสละชีวิตเพื่อกิเลสตัณหาแล้ว
เป็นเหตุให้ได้ทำบาปทำกรรมถึงแม้ว่าจะได้รับความสุขก็สุขชั่วคราวในโลกนี้น่ะ

เมื่อละโลกนี้แล้วก็มีทุคติเป็นที่ไป  ไปเสวยทุกข์ทนทรมานอยู่นานแสนนาน
อันนี้นับว่าเป็นการทำลายชีวิตของตัวเองโดยตรงเลยทีเดียว การทำชั่วนี้น่ะ


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"สอนให้รู้จักทำใจให้เป็นกลาง"


(ภาพจากหนังสือ "ธรรม..ย้ำเตือน")

พระอาจารย์เพียร วิริโย
วัดป่าหนองกอง
ต.บ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘

...

มันก็มีมาตั้งนานแล้วนะ ตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด
แต่ไม่มีใครทำ..พระพุทธเจ้าท่านมาทำมาเห็น ท่านจึงพาทำ

ทำก็ทำของเก่า "กายกับใจ" เห็นก็เห็นกายกับใจ
ถ้าเห็นใจ ใจก็หมดเท่านั้นล่ะ ใจก็สงบ  ถ้าใจสงบ..ก็สุขเท่านั้นล่ะ

ความคาดความหมายว่า "รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์"
มันเป็น "สมุทัย" นะ ถ้าค้นเข้าไปหาเหตุมันจึงเป็น "มรรค"
มรรคมันเป็น "อนัตตา" นะ  ไม่มีตัวตน  ถ้าไม่มีตัวตน มันก็สุขเท่านั้นล่ะ  
จึงให้พากันดู "อสุภะ" ให้มันมาก ให้มันชัด  ความกำหนัดยินดีมันจึงค่อยหมด  

ถ้าไปสำคัญมั่นหมายว่าเพศหญิงเพศชาย..มันก็ทุกข์
เพศหญิงเพศชายมันเป็นของโลก มันเป็นของสมมติเฉยๆ
ถ้าเราดูอสุภะให้มันเห็นเป็นกองกระดูก มันก็ไม่มีตัวตน

ความอยากได้ความกำหนัดยินดีก็หมดนั่นล่ะ
จึงให้พากันดูใจตัวเองว่ามันจะเอาอะไร มันยังยินดีอะไร
ถ้าเห็นใจแล้วมันก็มีความสุขเท่านั้นล่ะ  

เพราะสุขมันอยู่กับใจ ไม่ได้อยู่ที่อื่น
ถ้าเราพิจารณาดูตัวเรา  อย่าไปทำที่อื่น


...

คัดลอกจากหนังสือเรื่อง "ธรรม..ย้ำเตือน"
ประวัติปฏิปทา รูปภาพและบันทึกธรรมของ "พระอาจารย์เพียร วิริโย"
หน้า ๑๐๗.


(ภาพจากหนังสือ "ธรรม..ย้ำเตือน")

พระอาจารย์เพียร วิริโย
วัดป่าหนองกอง
ต.บ้านค้อ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘

...

โยมสับมะละกอ..อสุภะเกิด ผ่ามะเขือ..อสุภะก็เกิด
ภาวนาอย่างนั้นนั่นล่ะมันดี พิจารณาอสุภะ ความกำหนัดมันก็หมด
ความกำหนัดมันจะมาจากไหนถ้าไม่คาดไม่หมาย


"พ่อแม่ครูอาจารย์ (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)"ท่านก็พูดไว้นะ
ความกำหนัดจะเกิดขึ้นได้ยังไง..เห็นแต่หนังห่อกระดูกเฉยๆ
ถ้าไม่ได้คาด ไม่ได้หมาย ไม่ได้ยินดี ความกำหนัดก็หมด
ถ้าไปสำคัญมั่นหมายว่าตัวว่าตนว่าเราว่าเขา
ไม่ได้พิจารณาอสุภะ มันก็ไม่หมดล่ะ ถ้าใจยินดี


นั่นล่ะทำไปดูไปให้มันชัดว่ามันมีอะไร "หนังห่อกระดูกเฉยๆ"
มันก็ค่อยหมดไปเองหรอกความกำหนัดยินดี
พวกเรามีโอกาสดีแล้วพากันภาวนา  ให้ทานรักษาศีลก็ไม่ดีเท่าภาวนานะ
ภาวนามันพาพ้นทุกข์ได้ แต่ว่า "ตัวเองต้องทำเอง" คิดเองอยากเอง
จะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย แต่อยู่กับ "วาสนาบารมี" ของผู้ทำ


ถ้าทำจริงๆก็เห็นจริงๆ  ถ้าไม่ทำก็ไม่เห็นล่ะ
มันไม่ได้อยู่ไกลนะ  มันอยู่กับกายกับใจของเราเอง  
ไม่ได้อยู่กับดินฟ้าอากาศ ไม่ได้อยู่กับต้นไม้ภูเขา
แต่เป็นของเก่า ทำของเรานั่นล่ะ

...

คัดลอกจากหนังสือเรื่อง "ธรรม..ย้ำเตือน"
ประวัติปฏิปทา รูปภาพและบันทึกธรรมของ "พระอาจารย์เพียร วิริโย"
หน้า ๑๐๖- ๑๐๗.



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

การที่เราทำความเพียรต่างๆ ถ้าเป็นผู้ครองเรือน
เรียกว่าเป็นการให้ทานก็ดี การรักษาศีล ๕ ศีลอุโบสถก็ดี
หรือเป็นสมณะนักบวชรักษาศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ดี
การไหว้พระภาวนาหมู่นี้มันล้วนตั้งแต่เราพยายามละ
บาปอธรรมกรรมอันชั่วต่างๆออกจากหัวใจนี้ทั้งนั้นแหละ


คนเรานี้ถ้าละกรรมอันชั่วก็ดีออกจากใจนี้ได้หมดเสียแล้วอย่างนี้
มันมีแต่กรรมดีอยู่ในหัวใจนี้มันแสนสุขสบายเลยบาดนิ
เราได้บุญกุศลเป็นกำลังใจเลยบาดนิ
มันก็เป็นเหตุให้ทำความดีไม่หยุดไม่หย่อนเลยบาดนิ
ขยันทำความเพียรน่ะได้บุญกุศลได้คุณธรรมอันดีงาม
เป็นกำลังใจแล้วมันจะไม่ท้อถอยเลยการปฏิบัติฝึกตน  


ไอ้มันเกิดเกียจคร้านขึ้นมา มันไม่เอาไหนน่ะ
มันก็เนื่องมาแต่ปล่อยให้กิเลสครอบงำใจ เรื่องมันน่ะ  
ปล่อยให้กิเลสมันหุ้มห่อจิตใจนี้ ใจเรามืดมน
มองไม่เห็นหนทางที่จะดำเนินไป
มองไปว่าการเราทำข้อวัตรปฏิบัติอย่างนี้น่ะ
มันมองไม่เห็นว่ามันจะมีผลดีอะไรเลย

อย่างนี้นะนั่นล่ะมันเป็นเหตุให้ท้อใจ  

ถ้าพิจารณาไปตามอำนาจแห่งความรักความใคร่ต่างๆ
ปรากฏว่า ใจมันดูดดื่มเต็มที มีความสบายใจ
สุขใจเมื่อใจได้อารมณ์เช่นนั้นขึ้นมาแล้ว
นั่นแหละมันเรียกว่า "หลงกลของมาร คือ กิเลส"

มารมันก็บันดาลให้มีความสุขไปได้ชั่วคราวเหมือนกัน
แต่มันสุขประเดี๋ยวประด๋าวหนึ่งนะ สุขไม่นานอะไร
เดี๋ยวความสุขนั้นมันก็หายไปแล้ว  
เมื่อความสุขหายไป ความทุกข์ก็เกิดมาแทน
จิตใจอันนี้มันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเนี่ยการที่จะไม่ให้จิตใจมันเปลี่ยนแปลง
พลิกแพลงไปมาอย่างนั้นน่ะท่านจึงสอนให้ควบคุมจิตนี้
ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิเป็นพื้นฐานไว้  เมื่อรักษาสมาธิไว้ได้เช่นนี้
มันก็ไม่ค่อยมีอาการขึ้นลงสูงต่ำจิตนี้นะ  
มันก็มีความรู้สึกสม่ำเสมอไปและพร้อมกันนั้นก็เจริญปัญญาไปพร้อม


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"ใครทำใครได้"



พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

ลมภายนอกกับลมภายในนั้นต่างกัน
"ลมภายนอก" นั้นแต่งไม่ได้ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ
"ลมภายใน" นั้นแต่งได้ ปรับปรุงแก้ไขได้

เพราะเป็นลมที่อาศัยวิญญาณหรือจะเรียกว่า "วิญญาณอาศัยลม" ก็ได้
       
ร่างกายเรานี้ ถ้าไม่มีจิตเข้าไปยึดถือแล้ว
มันก็เหมือนกับก้อนถ่านที่ดำๆนี่แหละ
ถ้าจิตเข้าไปยึดถือมีตัณหาอุปาทานเกิดขึ้นแล้ว
มันก็จะกลายเป็นถ่านไฟก้อนแดงๆฉะนั้น
เมื่อเราพรากจิตออกเสียจากกาย มีแต่สติรู้อย่างเดียว
กายนี้ก็จะต้องดับเหมือนก้อนถ่านไฟที่ดับแล้วฉะนั้น

       
มงคลจักรวาล คือ อาณาจักรอันเป็นที่เกิด
แห่งผู้ประกอบด้วยคุณธรรมอันเลิศ คือ พระพุทธเจ้า
ผู้ซึ่งได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
       
ลมหายใจตัวเรานี้
มิใช่มีแต่เฉพาะที่พุ่งเข้าพุ่งออกจากทางจมูกอย่างเดียว
ลมในร่างกายนี้ระบายออกได้ทั่วทุกขุมขน
เหมือนกับไอน้ำที่ระเหยออกจากก้อนน้ำแข็ง
และมีลักษณะละเอียดมากกว่าลมภายนอก

เมื่อมันกระจายออกมากระทบกันเข้า
จะเกิดเป็นผลสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างกายอีก เรียกว่า ลมอุ้มชู
เป็นลมที่ช่วยทำให้จิตใจและร่างกายสงบเยือกเย็น
ฉะนั้นเวลาหายใจเข้าไป จึงควรทำลมให้เต็มกว้างภายใน
และเวลาหายใจออกก็ให้มันเต็มกว้างทั่วบริเวณตัวเอง


...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๓๖ - ๓๗.



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

เพราะฉะนั้นน่ะเรามาลองคำนึงทบทวนดู
ถึงประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้าก็พอรู้ได้  
จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม  ไม่ได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม
อันบุคคลจะพ้นทุกข์ได้นั้นต้องสร้างบุญบารมีให้เต็มตามภูมิของตน


ผู้เป็น "ภูมิสาวก" อย่างนี้ก็สร้างบุญบารมีไป
ในตำราท่านกล่าวว่าแสนกัปก็เต็มบริบูรณ์
จึงสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้  พ้นทุกข์ไปได้

ถ้าเป็น "พระพุทธเจ้า" ก็มีอยู่สามจำพวก คือ “ปัญญาธิกะ”พวกหนึ่ง
อันนี้สร้างบารมีสี่อสงไขยปลายแสนมหากัป
ได้แก่ พระพุทธเจ้าของเรานี้แหละ..ก็เต็ม  
เป็น “ศรัทธาธิกะ” มีศรัทธาเป็นกำลังใหญ่ให้สร้างบุญบารมี
อันนี้ต้องสร้างอยู่นานแปดอสงไขยปลายแสนมหากัปจึงค่อยเต็ม  
“วิริยาธิกะ” ถือเอาความเพียรเป็นใหญ่การสร้างบารมี  

ทำอะไรก็ทำให้ละเอียดลออทำให้ดีให้งาม
สอนคนก็พยายามสอนไปอยู่อย่างนั้นแหละ
เอาความอดความทนเข้าใส่ ความพากเพียร ทำใจดีสู้ไป
ประเภทนี้นั้นสร้างบารมีนานกว่าเพื่อนเลย
ตั้งสิบหกอสงไขยปลายแสนมหากัปจึงค่อยเต็มบริบูรณ์
เช่น พระศรีอาริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้ในกาลข้างหน้านี้  
ในตำราท่านกล่าวว่าต้องสร้างบารมีมาถึงสิบหกอสงไขยปลายแสนมหากัป
เพราะว่าท่านอยู่ในจำพวกวิริยาธิกะ มีความเพียรเป็นใหญ่

นี่ต้องสร้างบารมีให้เต็มบาดนิพระสาวกน่ะ
สร้างบุญบารมีตามพระพุทธเจ้ามา
การทำความดีก็ไม่เท่าเทียมพระโพธิสัตว์  

ก็หย่อนกว่าพระโพธิสัตว์ เช่น ยกตัวอย่างว่าพระโพธิสัตว์
พระพุทธเจ้าเรานี้ครั้งเป็น  "พระเวสสันดร"
พระองค์สละของรักของชอบใจห้าอย่างให้เป็นทานได้เลย

สละลูกสละเมีย สละช้างพระที่นั่ง ม้าพระที่นั่ง ราชรถ และเงินทองข้าวของ
อันเป็นส่วนพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก็สละให้ทานแก่ยาจกคนขอ
เสร็จแล้วก็เข้าไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์เขาวงกต
ซึ่งคนธรรมดาสามัญทำไม่ได้เลย  อย่างนี้นะ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้านี้จึงมีภูมิใหญ่ ภูมิกว้างขวาง
มีความรู้กว้างขวาง  มีญาณหยั่งรู้อัธยาศัยใจคอ
ของมนุษย์และเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย  ส่วนพระสาวกรู้ไม่ได้
เพราะว่าภูมิแคบ..ต่างกันอย่างนี้
  นี่ที่ยกมาแสดงให้ฟังนี้น่ะ
เพื่อให้ผู้ฟังได้เชื่อมั่นในบุญในกุศลความดี
ที่เราทำด้วยกายวาจาใจ  อันนี้จะทำให้เราพ้นทุกข์ไปได้
โดยลำดับจนถึงพระนิพพาน  


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"ให้เชื่อกรรมและผลของกรรม"



พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร
สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง
อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

...

สำหรับหลวงปู่ "อาหารสัปปายะ" ในความเห็นของท่าน คือ

"อะไรๆมันเป็นอาหารที่ไม่เบื่อเมา
ก็ให้ถือว่า อาหารสัปปายะ  อาหารเป็นที่สบาย"


ซึ่งเป็นทัศนคติที่สะท้อนความสันโดษในการบริโภคเป็นอย่างยิ่ง
เพราะหลวงปู่ถือกฎว่า  

"กฎเกณฑ์ในการบริโภคอาหาร ท่านว่าเพื่อประทังชีวิตให้เป็นไป
จะได้เจริญสมถกรรมฐาน เรียกว่า  ฉันเพื่อประทังชีวิต
ฉันเพื่อได้อยู่ภาวนา ไม่ใช่อยู่เพื่อฉัน ฉันเพื่ออยู่นั้นง่าย"

...

"ผู้ชอบกินเอร็ดอร่อย ก็ภาวนา
ให้กิเลสมันหมดเสียก่อนจะกินอย่างไรก็ได้
แต่ถ้ากิเลสไม่หมดไม่หายไปเสียก่อน
ไปติดแค่กินแค่นอนก็ไปไม่ได้ล่ะ
เหมือนปลาที่มันติดเบ็ด"


...

คัดลอกจาก
หนังสือละอองธรรม
สิงหาคม,๒๕๕๕. หน้า ๑๑๖ - ๑๑๗.