พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

       น้ำเป็นเครื่องชำระล้างได้แต่สิ่งปฏิกูลภายนอกร่างกาย
เช่น เนื้อหนัง ผม ขน เล็บ ฟัน ฯลฯ เป็นต้น แต่จะใช้ล้างจิตใจ
ที่สกปรกโสมมซึ่งอยู่ภายในร่างกายให้สะอาดไม่ได้

อันนี้เราจะต้องใช้น้ำเรียกว่า “ทิพยโอสถ” ชำระล้าง
คือ “พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ” นี้แหละ
จึงจะทำให้จิตใจของเราสะอาดบริสุทธิ์หมดจดได้
ฉะนั้น น้ำทิพยโอสถจึงเป็นยาสำหรับล้างใจให้หายจากทุกข์ฯ

       การที่เรามานั่งตั้งสติ กำหนดอยู่กับลมหายใจ
ด้วยคำว่าภาวนาว่า  พุท - เข้า โธ – ออก
ไม่ลืม ไม่เผลออย่างนี้ก็จัดว่าเป็น “พุทธคุณ”
เมื่อจิตของเราไม่มีสัญญาอารมณ์ใดๆมาเกาะเกี่ยว
เกิดความสว่างไสว อิ่มเอิบขึ้นในดวงใจ นี่ก็จัดว่าเป็น “ธรรมคุณ”
การขยับขยายลมหายใจเข้าออก ให้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทั่วตัว
อันนี้จัดว่าเป็น “สังฆคุณ” รวมความก็คือ

เกิดความรู้ ความสว่างเป็นตัว “พุทธะ”
จิตเที่ยงเป็นตัว “ธรรมะ”
รักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้มีมากขึ้นเป็นตัว “สังฆะ”


...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๔๖.



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

          ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็เกิดขึ้นจาก "จิตใจดวงเดียว" นี้เองนะ
ไม่ใช่เกิดขึ้นจากที่อื่น บุญก็ดี บาปก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี หมู่นี้นะ
“ความอยาก คือ ตัณหา” ก็เหมือนกัน ก็จิตนี้เป็นผู้อยาก
เป็นผู้ดิ้นรนทะเยอทะยาน ถ้าจิตนี้ไม่ทะเยอทะยานแล้ว ตัณหาไม่มี

ตัณหามันจะเกิดเองไม่ได้เลย จิตต่างหากปรุงแต่งมันขึ้น มันจึงมีได้

จิตนี้เมื่อบุคคลไม่ฝึกฝนอบรมแล้วมันก็ตกเป็นทาสของตัณหานี้
เรื่อยมาแหละตั้งแต่ชาติหลังโน่นแหละมาจนถึงจนถึงปัจจุบันนี้

ก็ต้องเป็นทาสของตัณหาอยู่อย่างนั้นแหละ
อย่าไปเข้าใจว่าเป็นอิสระนะคนไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิตใจนี่
เพราะเหตุนั้นมันถึงไม่ปรารถนาที่จะแสวงหาศีลธรรม
ไม่ปรารถนาที่จะรู้สัจธรรม ธรรมของจริง
ก็เพราะว่า ตัณหามันมีอำนาจ มันสามารถบังคับให้คนเรานั้น
เบื่อหน่ายต่อศีลต่อธรรมต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า  


บุคคลที่เคารพนับถือพระพุทธเจ้า
พระธรรม พระสงฆ์ อยู่  ค่อยยังชั่วหน่อย..
พอที่จะทวนกระแสกิเลสตัณหานั้นได้อยู่เป็นบางครั้งบางคราว  
ถ้าหากว่าผู้ใดขาดความเคารพนับถือในพระคุณทั้งสามนี้แล้ว
มันไม่มีแก่ใจที่จะมาทวนกระแสของกิเลสตัณหาเลย  

มีแต่ปล่อยตนให้ไหลไปตามอำนาจกิเลสตัณหาโดยส่วนเดียว  
กิเลสตัณหามันพาให้ทำบาปก็ทำกับมัน ก็ไปตามมัน
เอ้า กิเลสตัณหามันบันอาลให้ไปทำบุญ ก็ไปทำบุญไป
ทำอะไรเอากิเลสตัณหาว่าคนที่ไม่ได้ฝึกใจของตน
ให้เข้มแข็ง  ให้อยู่เหนืออำนาจกิเลสตัณหา
มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ

เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้ตัวว่าตน
ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาดังกล่าวมานี้แล้ว
ก็พยายามฝึกจิตใจของตนเข้าไป  ให้ใจมันเข้มแข็ง
ให้ตั้งมั่นอยู่ในบุญในกุศลในคุณความดีให้มาก
แล้วจิตใจมันจะมิได้ตกไปอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสตัณหานั้น

ก็อย่างที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ อะไรๆก็มีใจนี้เป็นใหญ่เป็นประธาน
สุดแล้วแต่ใจจะน้อมไปทางไหน  

ถ้าใจไม่ฉลาดมันก็น้อมไปในทางกิเลสตัณหา
สั่งสมกิเลสตัณหานั้นให้มากขึ้นในจิตใจ  
ถ้าใจมันมีปัญญามันฉลาด มันรู้ว่ากิเลสตัณหานี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์  
บุคคลจะได้รับความทุกข์ทนทรมานโดยอาการอย่างใด
ก็เกิดไปจากตัณหาความทะยานอยากนี้เป็นมูลเหตุ  
ผู้ใดรู้อย่างนี้แล้วมันก็พยายามแหละบาดนิ
พยายามทวนกระแสของตัณหาเลย


เมื่อมันอยากได้อะไรขึ้นมา พิจารณาเห็นว่า ไอ้สิ่งที่มันอยากนั่น
มันเป็นทุกข์เป็นโทษ  เช่นนี้แล้วมันก็ไม่ไปตามน่ะ
ไม่ไปตามความอยากนั้น มันก็ต้องละความอยากนั้นเสีย  เป็นอย่างนั้น  
ถ้าความอยากอันใด มันไม่เป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษ
มันเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น  เช่นนี้ก็จึงค่อยทำไป

จึงค่อยไปตามความอยากนั้นๆ

ดังนั้นพูดถึง "ตัณหาความอยาก" แล้ว
มันก็ควรจะแบ่งออกเป็นสองภาคได้อยู่  
ภาคหนึ่งนั้นมันมี “อวิชชา” เป็นเพื่อน  มีความไม่รู้นั่นน่ะ
กำกับไปกับความอยาก
  เมื่อมันมีความไม่รู้กำกับไปความอยาก
ส่วนมากมันก็อยากไปกับความเป็นบาปเป็นโทษนั่นแหละ  
เรื่องของอวิชชาความไม่รู้แล้ว มันก็ต้องหมุนไปทางบาป มันเป็นอย่างนั้น  

ความอยากอีกประเภทหนึ่งประกอบไปด้วย “ปัญญา”
เมื่อมันอยากสิ่งใดมา มันก็ใคร่ครวญซะก่อน  

ว่าสิ่งที่ตนอยากนี้มันเป็นคุณหรือเป็นโทษ  
มันเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์  มันก็ต้องใคร่ครวญเสียก่อน
อันนี้เรียก ความอยากประกอบไปด้วยปัญญา
ถ้าเห็นว่า สิ่งที่มันอยากนั้นมันมีมันเป็นไปเพื่อทุกข์เพื่อโทษ
มันก็ไม่อยาก มันก็เว้น ถ้าเห็นว่าสิ่งที่อยากนั้น
มันเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่นอย่างนี้
ก็จึงค่อยดำเนินไปตามความอยากนั้น


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"สอนให้รู้จักทำใจให้เป็นกลาง"



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

        พึงพากันตั้งใจ
ทำใจของเราให้หนักแน่นลงไป อย่าให้ใจมันอ่อนแอท้อแท้

การที่เรามาประชุมร่วมกันในศาลาการเปรียญนี้
ก็เพื่อมาฝึก “ตั้งใจ” นั่นแหละ  ไม่ใช่อย่างอื่นใด  
ถ้าอยู่ตามลำพังแล้วมันไม่ค่อยได้ตั้งใจกัน
มักจะปล่อยใจให้เพลินให้เมาไป ไม่ค่อยจะสำรวมจิตตัวเอง  
ดังนั้นเมื่อมาสู่ที่ประชุมแล้วอย่างนี้ยังปล่อยใจให้เพลินอยู่
มันก็ใช้ไม่ได้เลย มันต้องสำรวมจิตของตนเข้าไปให้มันแน่วแน่ลง
เมื่อผู้ใดทำใจให้สงบลงได้ในขณะฟังธรรมะอยู่
มันก็ให้ได้รับความสบายใจไป นั่นแหละไม่วุ่นวายเดือดร้อน
บาดนิแล้วก็จำอุบายธรรมะที่ท่านแสดงไปให้ได้  
ไม่ได้มากก็ให้ได้น้อย เมื่อจำอุบายนั้นได้แล้วไปอยู่ลำพัง
ก็น้อมอุบายนั้นล่ะมาสอนใจตัวเองให้ใจของตน

มันเป็นศีลเป็นธรรมลงไป  อย่าให้ใจมันไปเกลือกกลั้วกับกิเลสตัณหา  

"ใจเป็นธรรม คือ ใจเป็นกลาง" ไม่ยินดีกับสิ่งใด
และก็ไม่ยินร้ายกับสิ่งใด  ตั้งใจเป็นกลางต่อสิ่งทั้งปวง
อันนี้ล่ะจึงเรียกว่า "ใจเป็นธรรม"
จุดประสงค์การปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้
ก็เพื่อที่จะให้ใจมันเป็นกลางนี่แหละ ความจริงนะ  


การที่บุคคลได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจอยู่ในโลกอันนี้
ก็เพราะว่า ทำจิตให้เป็นกลางไม่ได้เลย  
เป็นได้ก็ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง  สักหน่อยก็เอียงไปข้างรักบ้าง
เอียงไปข้างชังบ้าง ข้างโกรธบ้าง เอียงไปข้างเสียใจเศร้าโศกบ้าง หมู่นี้
ถ้าว่าใครสามารถทำใจให้เป็นกลางได้อย่างนี้
ผู้นั้นก็ย่อมเป็นผู้มั่นคงในพุทธศาสนานี้
หมายความว่า ไม่เสื่อมจากพุทธศาสนานี้ จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม
เป็นนักบวชก็ตามก็จะทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้าได้  


ก็เมื่อใจเป็นกลางแล้วอย่างนี้
มันก็ไม่คิดไปในทางบาปอกุศลนี้นะ จึงเรียกว่า ใจเป็นกลาง
แล้วก็ไม่คิดเพลินไปด้วยอำนาจแห่งความรักความใคร่ต่างๆ
แล้วก็ไม่หมกมุ่นอยู่ในความเกลียดชังซึ่งกันและกัน หมู่นี้นะ
เมื่อทำใจเป็นกลางแล้วมันไม่มีกิริยาอาการของจิต
ที่จะเอียงไปข้างโน้นข้างนี้  ไม่มี  นี่เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมน่ะ
ก็จงพากันตั้งอกตั้งใจสำรวมจิตใจของตนเสมอไป
พยายามทำใจให้เป็นกลางให้ได้


ถึงจะไม่ได้สม่ำเสมอไป แต่ก็ให้มันได้เป็นครั้งเป็นคราวก็ยังดี  
ดีกว่ามันทำให้เป็นกลางไม่ได้เสียเลย อันนั้นนับว่ามันผิดไปจากทำนองคลองธรรม  
เรียกว่าเป็นผู้ตั้งใจไว้ผิด  ตั้งใจไม่ถูก

...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"สอนให้รู้จักทำใจให้เป็นกลาง"



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

เช่นมันอยากทำมาหาเลี้ยงชีพแต่โดยทางสุจริตอย่างนี้นะ  
ทางทุจริตไม่เอาแล้ว  ทำอย่างนั้น อย่างนั้นเป็นทางสุจริต
ทำอย่างนั้นเป็นทางทุจริต  ก็ดำเนินไปในทางสุจริตนั้นนี้แหละ
แม้เป็นพระภิกษุสามเณรก็เหมือนกันนะ
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างไร “มิจฉาชีพ – สัมมาชีพ”


       “ มิจฉาชีพ” นั้นหลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต
เช่น ตนไม่มีคุณวิเศษก็ไปอวดเขาว่า ตนมีคุณวิเศษ
ตนไม่ได้ฌานก็ว่าตนเป็นผู้บรรลุฌาน อย่างนี้แหละ  
ตนไม่รู้อดีตอนาคตก็ไปอวดว่าตนรู้อดีตอนาคต เดาเอา อย่างนี้
เหมือนอย่างที่นิทานท่านเล่าไว้ “อรหันต์ในตุ่ม” นั้นน่ะ

       เพื่อนก็เอาตุ่มใหญ่ไปไว้ในห้อง  นู่น..บาดนิ
เมื่อรู้ข่าวว่าญาติโยมจะมาหานี่ ทีแรกก็ให้เขาเห็นซะก่อน
เขามองมาแต่ไกลก็เห็นว่านั่งอยู่นั่น พอเขามาใกล้แล้วไม่เห็นเลย
หายังไงก็ไม่เห็น เรียกหาก็ไม่ตอบ  เอ๊ะ..เมื่อตะกี้นี้ท่านนั่งอยู่นี้นะ
ไปไหนเสียไววาเหลือเกินว่างั้น  ที่แท้แล้วย่องเข้าไปอยู่ในไห
ขดตัวอยู่ในไหนั้น อย่างนี้แหละพอญาติโยมเขาตามหาไปตามหามา
ทางโน้นทางนี้ ก็ย่องออกจากไหแล้วก็มานั่งอยู่อาสนะตามเดิม
เขาวกกลับมา มาเห็นเข้า  เอ๊ะ พระคุณเจ้าหายไปไหนเมื่อตะกี้
พวกผมมาล่ะก็ไม่เห็นเลย โอ๋ย..ธรรมดาเรื่องพรรค์นี้..
โยมๆต้องรู้เอาเองแหละมันเป็นอย่างไรล่ะ  พระผู้ปฏิบัติในพุทธศาสนานี้
มันก็ย่อมสามารถทำคุณงามความดีนี้ให้เจริญยิ่งๆขึ้นไปได้  
อะไรก็ว่าไปเพื่อให้เขาได้รู้ว่าตนมีฤทธิ์ ตนหายตัวได้ อย่างนี้แหละ

          อย่างหนึ่งก็เรียกว่า “อรหันต์รากไทร” ไปอยู่หลังเขา
ต้นไทรมันก็ขึ้น เกิดขึ้นที่ก้อนหินข้างเขานั้นแล้วมันก็หย่อนรากมัน
ลงไปถึงพื้นชั้นล่างนู้น   บาดนิเมื่อญาติโยมมาหา
สนทนาปราศัยกันแล้วเขาก็นิมนต์ไปแสดงธรรมที่โน่นที่นี่  
เอ้อ เอ้าโยมไปก่อนนะ อาตมาจะไปทีหลัง  โยมเขาก็ไปก่อน
พอเห็นโ