พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

อย่าพากันเกียจคร้าน
คนเราจะมีความสุขได้ก็เพราะจิตใจผ่องใสเบิกบาน
ไม่มีกังวลอะไรในข้างหน้าและข้างหลัง
มีแต่กำหนดรู้แจ้งในธรรมอันเป็นปัจจุบันอยู่

รู้อะไร..รู้ "จิตตัวเอง" นี่แหละ จิตนี่แหละ
เมื่ออบรมดีแล้วมันก็เป็น "ธรรม" เป็น "กุศลธรรม"  

เมื่อเห็นแจ้งอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า จิตนั้นอยู่ด้วยกุศลธรรม
เช่น เมตตาปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขทั่วหน้ากัน  
กรุณาคิดจะช่วยสัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ เป็นต้นเหล่านี้นะ
เมื่อใจของตนมีคุณธรรมเหล่านี้อยู่อย่างนี้น่ะ  
ความโกรธความพยาบาทอะไรมันก็ไม่มี
เมื่อคุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างนี้ที่ท่านว่า
เมื่อพิจารณาเห็นธรรมอันไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน
นั้นแลให้พึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ


ก็เมื่อมาเพ่งพิจารณาเห็นว่าจิตตัวเองนั่น
ไม่โลภอยากได้อะไรแล้ว ไม่โกรธใครอย่างนี้นะ
ไม่หลงสำคัญว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา
เห็นแจ้งว่า ขันธ์ห้านี้ไม่ใช่ตัวตนเราเขาอะไร
เป็นแต่เพียงสภาวธาตุสภาวธรรมอาศัยกันอยู่เท่านั้น  
เมื่อหมดเหตุปัจจัยแล้วก็แตกดับทำลายลง
เห็นแจ้งประจักษ์อย่างนี้นา ก็พยายามเจริญความรู้ความเห็นอันนี้
ให้มันปรากฏอยู่เสมอ อย่าให้มันเลือนหายไป


อันนี้แหละมันจะอบรมบ่ม "อินทรีย์" ให้แก่กล้าขึ้นไป  
ศีลก็เป็นอินทรีย์อันหนึ่ง สมาธิก็เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง
ปัญญาก็เป็นอินทรีย์ "อินทรีย์ แปลว่า ความเป็นใหญ่ในตน"
นั่นแหละไม่ตกเป็นทาสของสิ่งอื่นใด  มีอิสระเสรีส่วนตัว  
ท่านจึงเรียกว่า อินทรีย์  


"พละ" คือว่า ธรรมเหล่านี้เมื่ออบรมให้เกิดมีขึ้นในใจแล้ว
ทำให้ใจมีกำลังเข้มแข็งสามารถเอาชนะกิเลสต่างๆได้นี่มันเป็นอย่างนี้
การที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทปฏิบัติธรรม  
มีจุดมุ่งหมายอย่างนี้แหละให้พากันเข้าใจ  
ถ้าไม่มีกิเลสตัณหามาก่อกวนให้เป็นทุกข์เดือดร้อนนี่
ศาสนาไม่มี พระพุทธเจ้าก็ไม่มี ให้เข้าใจอย่างนั้น  


เหตุที่จะมีศาสนาตั้งขึ้นมา จะมีพระพุทธเจ้าผู้บัญญัติศาสนา
ก็เพราะเหตุว่ามันมีกิเลสอย่างว่านี่แหละ

รบกวนจิตใจของสัตว์โลกทั้งหลายให้เป็นทุกข์เดือดร้อน
ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสิ้น  เกิดมาชาติใดหรือว่าเกิดไปที่ไหน
กิเลสมันก็ติดตามไปตกแต่งความสุขความทุกข์ให้อยู่อย่างนั้น
มันจะไม่ลดละเลยกิเลสเนี่ย มันจะติดตามดวงจิตนี่ไปอยู่อย่างนั้นแหละ  

เมื่อมันไปตกแต่งร่างกายนี้ให้มาแล้วบาดนี่ มันก็ตามมาให้ผลแล้วบาดนี่
มันก็บังคับจิตให้อยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้ ไม่มีที่สิ้นสุดลงไป
เมื่อความอยากมี การแสวงหามันก็ต้องมี
เมื่อการแสวงหามี ความได้มันก็มี เมื่อได้มาแล้วก็มารักษา
การรักษาสิ่งของในโลกอันนี้น่ะมันแสนยากแสนลำบาก  


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ "ใครทำใครได้"

Comment

Comment:

Tweet