พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

การที่เราทำความเพียรต่างๆ ถ้าเป็นผู้ครองเรือน
เรียกว่าเป็นการให้ทานก็ดี การรักษาศีล ๕ ศีลอุโบสถก็ดี
หรือเป็นสมณะนักบวชรักษาศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ดี
การไหว้พระภาวนาหมู่นี้มันล้วนตั้งแต่เราพยายามละ
บาปอธรรมกรรมอันชั่วต่างๆออกจากหัวใจนี้ทั้งนั้นแหละ


คนเรานี้ถ้าละกรรมอันชั่วก็ดีออกจากใจนี้ได้หมดเสียแล้วอย่างนี้
มันมีแต่กรรมดีอยู่ในหัวใจนี้มันแสนสุขสบายเลยบาดนิ
เราได้บุญกุศลเป็นกำลังใจเลยบาดนิ
มันก็เป็นเหตุให้ทำความดีไม่หยุดไม่หย่อนเลยบาดนิ
ขยันทำความเพียรน่ะได้บุญกุศลได้คุณธรรมอันดีงาม
เป็นกำลังใจแล้วมันจะไม่ท้อถอยเลยการปฏิบัติฝึกตน  


ไอ้มันเกิดเกียจคร้านขึ้นมา มันไม่เอาไหนน่ะ
มันก็เนื่องมาแต่ปล่อยให้กิเลสครอบงำใจ เรื่องมันน่ะ  
ปล่อยให้กิเลสมันหุ้มห่อจิตใจนี้ ใจเรามืดมน
มองไม่เห็นหนทางที่จะดำเนินไป
มองไปว่าการเราทำข้อวัตรปฏิบัติอย่างนี้น่ะ
มันมองไม่เห็นว่ามันจะมีผลดีอะไรเลย

อย่างนี้นะนั่นล่ะมันเป็นเหตุให้ท้อใจ  

ถ้าพิจารณาไปตามอำนาจแห่งความรักความใคร่ต่างๆ
ปรากฏว่า ใจมันดูดดื่มเต็มที มีความสบายใจ
สุขใจเมื่อใจได้อารมณ์เช่นนั้นขึ้นมาแล้ว
นั่นแหละมันเรียกว่า "หลงกลของมาร คือ กิเลส"

มารมันก็บันดาลให้มีความสุขไปได้ชั่วคราวเหมือนกัน
แต่มันสุขประเดี๋ยวประด๋าวหนึ่งนะ สุขไม่นานอะไร
เดี๋ยวความสุขนั้นมันก็หายไปแล้ว  
เมื่อความสุขหายไป ความทุกข์ก็เกิดมาแทน
จิตใจอันนี้มันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเนี่ยการที่จะไม่ให้จิตใจมันเปลี่ยนแปลง
พลิกแพลงไปมาอย่างนั้นน่ะท่านจึงสอนให้ควบคุมจิตนี้
ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิเป็นพื้นฐานไว้  เมื่อรักษาสมาธิไว้ได้เช่นนี้
มันก็ไม่ค่อยมีอาการขึ้นลงสูงต่ำจิตนี้นะ  
มันก็มีความรู้สึกสม่ำเสมอไปและพร้อมกันนั้นก็เจริญปัญญาไปพร้อม


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"ใครทำใครได้"

Comment

Comment:

Tweet