Luangphabang

 
 

ถ้าจะค้นหาคำว่า พูคูน Phou Khun  ข้อมูลอาจจะพบไม่มากในภาษาไทย
เพราะคนไทยที่ไปเที่ยวลาว จะคุ้นกับชื่อ ภูเพียงฟ้า หรือ ภูคูนเพียงฟ้า มากกว่า
ซึ่งจุดชมวิวยอดเขาสูงที่ว่านี้ชื่อ "ศาลาพูคูน"
เป็นสถานที่นักท่องเที่ยวนิยมมากแห่งหนึ่งใน สปป.ลาว 

แอดมินเคยแวะไปสองครั้ง (แต่ทริปเดียวกันนะ)
ก็คือแวะทั้งขาไปขากลับนั่นแหล่ะ
ช่วงเดือนธันวาคมอากาศบนยอดภูนั้นทั้งลมแรงมาก
และเป็นลมที่หนาวอย่าบอกใคร (ภาษาลาวเขียนภู ว่า 'พู')
ไม่ได้ตั้งใจจะไปเจอหนาวขนาดนั้น แอดมินเองก็แทบชักแหง่กๆเหมือนกัน
เป็นมนุษย์เมืองร้อน ออกอาการไม่ชิน (อิอิ) 


เมืองพูคูน เป็นเมืองเล็กๆสังกัดแขวงหลวงพระบาง
เมืองเล็กๆแห่งนี้ประกอบด้วยประชาชนจากชนเผ่าต่างๆหลายเผ่า
เพราะเป็นเขตที่สูงชัน อาชีพหลักคือการกสิกรรม
เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เช่น ควาย วัว
พืชเศรษฐกิจของเมืองนี้ ได้แก่ ลูกเดือย(หมากเดือย) ข้าวโพด (สาลี)
ใบชา มัน ถั่ว ส้ม(หมากเกี้ยง) ผักปลอดสารพิษ และของป่าอื่นๆ
และอาชีพรอง คือ การให้บริการด้านการท่องเที่ยว   

ปัจจุบันเมืองพูคูนได้ปรับปรุงและพัฒนาในทุกด้านให้ดีขึ้น
จากที่เคยเป็นเมืองติดอันดับหนึ่งในห้าเมืองทุกข์ยากของแขวงหลวงพระบาง
ก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า เมืองพูคูนพ้นภาวะดังกล่าวแล้ว
อีกทั้งมีศักยภาพที่สูงขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต
 
 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากไป ทุกวันนี้เมืองพูคูนมีเรือนพักบริการนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 10 แห่ง
ร้านอาหาร 9 แห่ง ตลาดชนบท หรือตลาดชุมชน 4 แห่ง มีประปาและไฟฟ้าแล้วเรียบร้อย 

ก่อนจบ blog ขอกลับมาที่ "ศาลาพูคูน" ซึ่งเป็นไฮไลท์ของเมืองนี้
ศาลาแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาอย่างที่กล่าวมา ถูกเล่าต่อกันมาว่า
เดิมเป็นสำนักงานของพวกจักรวรรดิฝรั่งช่วงการต่อสู้เพื่ออิสระของของลาว
และได้ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปีจนเมื่อมีการปรับปรุงให้สภาพดี
สวยงามแล้วก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันขึ้นชื่อแห่งหนึ่งเลย

ทางขึ้นพูคูนนี่ทั้งวนเขาและชันมาก ใครนั่งเครื่องบินไปหลวงพระบางก็อดนะ
   แอดมินนี่ดีที่ไม่เมารถเลยไปไหว ชมคลิปบรรยากาศยามเช้าๆบนพูคูนได้ตามลิ้งค์ค่ะ 
 
 
ภาพบรรยากาศพูคูน
 
 
 
 
 
 
ชนเผ่าใน สปป.ลาว เขตเมืองพูคูน 
 
 
 
Here my blog on FB : https://www.facebook.com/littleaseanblog
ด้วยเงื่อนไขที่จำกัดของเรา
คือ เวลามีจำกัดเพียง ๑ วัน ๑ คืน 
และไม่มีรถส่วนตัว  ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่คล่อง
แม้เพื่อนที่อุดรธานีเสนอว่า ให้เอามอเตอร์ไซค์ของเขาไปขี่เที่ยวสิ
แต่กลัวจะพาตัวเองและรถไปกลิ้งก่อนจะไปถึงหลวงพระบางเลยปฏิเสธไป
 
จึงวางแผนว่า  จะเที่ยวไม่ไกลเกินไป
โดยยึดจุดเด่นของตัวเมืองเป็นศูนย์กลางในการเที่ยว
จุดเริ่มต้นที่โดดเด่นมากๆแห่งหนึ่งของอุดรธานี
ก็คือ "สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม" นั่นเองค่ะ
 
ตามประวัติโดยย่อนั้น หนองประจักษ์เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่
ที่มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี
แต่ก่อนเรียกว่า"หนองนาเกลือ"  
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง  
และการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "หนองประจักษ์"  นี้
ก็เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แด่
"พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม"
ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี
 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เทศบาลเมืองได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่
 โดยบริเวณตัวเกาะกลางน้ำได้จัดทำสวนหย่อมปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด
มีการทำสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ มีน้ำพุ หอนาฬิกา และสวนเด็กเล่น
ทำให้เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของประชาชนเมืองอุดรจำนวนมาก
 
(ที่มา : http://place.thai-tour.com/udonthani/mueangudonthani/96)
 
 

 
แต่ที่ทำให้สร้างแรงดึงดูดใจมากๆ
ก็คงเป็น  "เป็ดน้อยสีเหลือง" ที่ลอยเด่นอยู่ในหนองน้ำ
เรายังตั้งใจไป check-in ตัวเองคู่กับน้องเป็ดเลยค่ะ  Cry (ฮ่าๆ)
โดยนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี  ได้กล่าวถึงสาเหตุที่มาของเป็ดยักษ์
ที่ต­ั้งอยู่กลางบึงหนองประจักษ์ว่า เป็นเป็ดที่ขอยืมมาจากเพื่อนเพื่อนำมาโชว์
และเพื่อให้คนทั่วไปได้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเนื่อ­งในวันลอยกระทง
จากนั้นน้องเป็ดก็เลยอยู่คู่บึงหนองประจักษ์มาเรื่อยๆ
โดยน้องเป็ดตัวนี้มีความสูง 8 เมตรและมีความยาวประมาณ 10 เมตร

 
 
ปัจจุบันนี้น้องเป็ดเหลืองเป็นตัวใหม่แล้วล่ะค่ะ 
ส่วนรูปที่ลงใน blog นี้เป็นตัวเก่า  
เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ น้องเป็ดโดนลมพายุพัดบินหนีออกจากหนองน้ำไป..เง้อ
 
เราอาศัยเดินเล่นเรื่อยๆนะ 
ตั้งแต่ตอนออกจากที่พักมาแล้วล่ะ  
ทีแรกถามราคารถสามล้อ จากหน้าโรงแรมเขาคิด 40 บาท  เลยเดิน (ฮ่าๆๆ)
ก็เดินมาเรื่อยๆ เพราะคิดว่า เดินไปเรื่อยๆยังไงก็ถึงแน่
พอดีมีงานทุ่งศรีเมือง  เต้นท์ออกร้านของบรรดาพ่อค้าแม่ขายก็เต็มถนน
เพราะไปแต่เช้า ร้านค้าก็ยังไม่เปิดขายกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ในเมื่อตั้งใจไป"บึง" เราก็ไม่พลาดที่จะหาอะไรติดไม้ติดมือไป
ก็ซื้อปลาดุก ปลาน้ำจืดหลายชนิด และได้เต่ามาหนึ่งตัว
ซื้อจากตลาดใกล้โรงแรมที่พักน่ะล่ะ เอาไปปล่อยที่หนองประจักษ์
มาทั้งที  ขอฝากรอยจารึกไว้ด้วยการทำบุญปล่อยสัตว์ไว้สถานที่นั้นๆ
เพราะหลักในการเดินทางของเราก็คือ "ไปที่ไหนก็ให้คนที่นั่นเขามีความสุขเพราะเราไป"  
 
"ไปที่ไหนก็ให้คนที่นั่นเขามีความสุขเพราะเราไป"
การที่เราไป ก็ไปในฐานะนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง
ก็ทำตัวให้เป็นที่ประทับใจแก่คนที่เขาได้พบเราบ้าง
ก็เป็นต้นว่า  จับจ่ายใช้สอยบ้าง  อุดหนุนสินค้าและบริการต่างๆ (ตามกำลังเด้อค่ะ อิอิ)
ไม่เรื่องมากหรือ "เขี้ยว" จนเกินไป   
บางครั้งก็ยอมเสียเปรียบบ้างเล็กๆน้อยๆ (ถ้าไม่มากไปเนอะ) 
สำหรับเราก็ต้องเพิ่มอีกอย่าง คือ  ได้ร่วมบุญอะไรบ้างนิดหน่อยก็ยังดี 
 
เมื่อเดินข้ามสะพาน  selfie กับสะพานในสวนเป็นที่เรียบร้อย
ก่อนจะหาทางออกจากสวนสาธารณะไปที่อื่นต่อ
ก็เจอคนขายอาหารปลาอยู่ริมบึง 
เลยจัดไปค่ะ 
 
 
 
 
ทำท่าจะซัดอาหารปลาลงน้ำ  นกพิราบก็ถลามารุมเลยค่ะ (ฮ่าๆๆ)
ปรากฏว่า นกพิราบชอบอาหารปลาซะนี่ 
แถมทำท่าจะลงไปกินอาหารในน้ำซะแล้ว
ก็เลยแบ่งให้นกด้วยส่วนหนึ่งค่ะ 
สรุปว่า ทั้งปลาทั้งนกก็ต่างทั้งอ้วนทั้งคุ้นคนมากๆค่ะ  
 
 
อะเห้อ..~  อยากจะอยู่อุดรธานีซะเลยในเวลานั้น   
(แถวบ้านไม่มีบรรยากาศแบบนี้  อิอิ)
 
 
ไว้มาเดินเล่นต่อใน blog หน้านะคะ..สวัสดีค่ะ ^^//
 
 
 
 
เจ้าของ Blog เป็นคนที่่ชอบบรรยากาศแบบทุ่งนาป่าเขา
มากกว่าบรรยากาศหาดทรายสายลม 
แม้ว่า การเที่ยวทะเลจะสะดวก ประหยัดกว่า
แต่ถ้าจะให้เต็มรสนิยมในหัวใจ ..มันก็ต้องไปอีสานล่ะพี่น้อง (อิๆ)
 
เรานั่งรถไปคนเดียว
วิ่งยาวจากภาคใต้ไปลงที่จังหวัดอุดรธานีโดยตรง
ปลายทางจริงๆ คือ จังหวัดหนองคาย
เพราะนัดรวมตัวกับคณะทัวร์ที่นั่น
เพื่อจะเดินทางต่อด้วยกันไปยังเป้าหมายของทริป คือ เมืองหลวงพระบาง

แต่นานๆจะได้พักผ่อนเดินทางสักครั้ง
จึงถือโอกาสเดินทางล่วงหน้าก่อนเล็กน้อย
เพื่อจะแวะเที่ยวสองจังหวัดอีสานตอนบน
ได้แก่ อุดรธานีและหนองคาย
ก่อนไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆที่อยู่ใกล้ๆกัน
วางแผนว่า หาที่พักแล้วก็เดินเที่ยวหรือขึ้นรถสามล้อเที่ยวเองง่ายๆ
มีแผนจะอยู่อุดรธานีแค่คืนเดียว แล้วก็จะเดินทางไปจังหวัดหนองคายต่อ
 
แผนที่ที่ดูจนเข้าใจ  สุดท้ายวันเดินทางจริงก็ไม่ได้เอาไป Tongue out
 
 
 
 
 
 
(ที่มา : http://logspix.com/)
 
 
ที่จังหวัดอุดรธานี มีเพื่อนที่สนิทกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
และไม่ได้พบกันนานหลายปี จึงตั้งใจจะเจอกันให้ได้  
เพื่อนนัดว่าจะมารับที่ บขส.อุดรธานี 
แต่รถที่ไปถึงอุดรธานีเร็วกว่ากำหนดและยังเช้ามาก
เวลาประมาณหกนาฬิกาเศษๆจึงไม่กล้าโทรไปหา
สาว(ไม่)น้อยก็เลยลากกระเป๋าใบใหญ่ นั่งทำฟอร์มอยู่ที่ บขส. นั่นแหล่ะ
 
 
ที่นั่งทำฟอร์ม..ไม่ใช่จะรอเพื่อนนะ 
เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อต่อรองรถสามล้อเฉยๆ Kiss
คือ ทำเสมือนว่า  ฉัน chill ฉันไม่รีบร้อน ไม่ร้อนรน 
กลัวว่า ทำท่ารีบร้อนมากแล้วจะต้องจ่ายราคาแพงว่างั้นเถอะ
 
แต่ความจริงก็คือ  เราต่อรองราคาค่าโดยสารไม่ค่อยได้เท่าไร Foot in mouth
นั่งจาก บขส. (๑) ไป แถวหน้าโรงแรมเจริญศรีก็จ่ายไป 80 บาท 
 
 
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเล็กๆน้อยๆเสร็จ
ก็พร้อมจะออกเดินสำรวจเมืองอุดรธานีกันแล้วล่ะ :D
 
 
คำขวัญปัจจุบันของจังหวัดอุดรธานี คือ 
 
หนองประจักษ์คู่เมือง
ลือเลื่องแหล่งธรรมะ
อารยธรรมบ้านเชียงมรดกโลกห้าพันปี
ธานีผ้าหมี่ขิด
ธรรมชาติเนรมิตทะเลบัวแดง
 
(ที่มา : http://www.mohlumfanclub.com/)
 
ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว เมืองอุดรธานีนั้นร่ำรวยด้วยแหล่งธรรมะ
เป็นอู่อารยธรรมโบราณ ...หลายแห่ง 
และธรรมชาติก็ให้ของขวัญแก่จังหวัดอีสานตอนบนนี้มากทีเดียว
คำขวัญห้าบรรทัดนี้คงจำเป็นต้องคัดเลือกมาจริงๆ
เพราะจะกล่าวถึงทุกๆอย่างที่โดดเด่นและรวมเป็นอุดรธานีก็คงกล่าวได้ไม่หมด :) 
 
 
เช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2556 ที่เราไปถึงนั้น
เป็นวันสุดท้ายของการจัดงานทุ่งศรีเมืองซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัดอุดรธานี  
ตรงข้ามโรงแรมที่พักก็เป็นทุ่งศรีเมือง  
เรายืนมองอย่างหมายมั่นปั้นมือ  ขอสำรวจบรรยากาศยามเช้าก่อนเถอะ
เดี๋ยวจะมาเดินเล่น ( ช้อปปิ้ง?) ในงานแน่นอน  
และเพื่อนที่นัดกันไว้ก็ได้โทรมาถามไถ่ว่า ถึงหรือยัง
เมื่อรายงานตัวไปเสร็จสรรพก็เลยตกลงว่าจะพบกันประมาณ สิบโมง
โดยนัดกันที่ "วัดโพธิสมภรณ์" 
 
ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว  ก้ได้เวลาใช้พลังงานและเวลาที่มีให้คุ้มค่าค่ะ 
แล้วมาเดินเที่ยวอุดรธานีกันต่อใน blog หน้านะคะ 
 
 
_/\_  สะบายดี 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
ในชีวิตไม่เคยไปประเทศลาวมาก่อน
แผนการเดินทางไป"เที่ยว"เมืองหลวงพระบางนี้
เราก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็วมาก
เน้นย้ำคำว่า "เที่ยว" เพราะตอนแรกก็คิดแค่นั้นจริงๆ
คิดว่าไปกับคณะทัวร์ ไม่ตอ้งคิดอะไร ไปเที่ยว,พักผ่อน
 
 
ดังนั้นจึงไปทั้งที่ไม่ได้รู้จัก"ประเทศลาว"ในเชิงลึก
ไม่ได้มีแรงจูงใจที่เกี่ยวกับผู้คน,อาหาร,ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ใดๆที่ทำให้ตัดสินใจ
และได้นำมาสู่การเริ่มต้นศึกษาเรื่องอื่นๆตามมาอีกมากมาย  Kiss
ต่างกับบุคลากรท่านอื่นในคณะทัวร์เรามาก
ที่เป็นคณะทัวร์เพื่อการศึกษาจริงๆ 
เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญเรื่องราวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  (คณาจารย์แทบทั้งนั้น)
 
 
ส่วนที่ทำให้รีบตัดสินใจ (จริงๆต้องเรียกว่า "รีบตะครุบ") นั้น
เพราะการเดินทางของคณะท่องเที่ยวหรือต่อไปจะเรียกว่า "ทัวร์" ครั้งนี้นั้น
จะพาลูกทัวร์ไปร่วมงานบุญที่ได้รับการตอกย้ำว่า "สำคัญสำหรับชาวลาว" 
คือ การอัญเชิญ"พระบาง"ขึ้นประดิษฐาน ณ หอพระบาง หลังใหม่
ได้งานบุญล่อใจก็ตะครุบแบบไม่คิดชีวิตเลยตอนนั้น  Cool
 
หาข้อมูลไปพอสังเขปจึงได้รู้ว่า
"พระบาง" เป็นพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งของชาวลาว
เป็นพระมิ่งบ้านขวัญเมืองมากว่า ๖๐๐ ปี 

ในภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศลาว
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา
พระราชวังซึ่งเป็นที่เก็บรักษาพระบางอยู่
ก็ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแทน 
จนทางการลาวได้มีโครงการที่จะสร้างหอพระบางหลังนี้ขึ้นมา
สำหรับประดิษฐานพระคู่บ้านคู่เมืองไว้เป็นการถาวร
และเพิ่งมีการเฉลิมฉลองหอพระแห่งใหม่นี้
เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา
(รายละเอียดจะมีใน entry ต่อไปข้างหน้า)
 
เราไม่ได้คาดหวังอะไรมาก
เพราะเราแค่อยากไปให้ถึงงานอัญเชิญพระบางฯที่จะจัดขึ้น
แต่สิ่งที่เกินคาดหวังก็มีมากมายจนทำให้รู้สึกว่า 
ทริปนี้ได้กำไรกลับบ้านเยอะมาก  
อาทิเช่น  ได้แวะพูเพียงฟ้าทั้งขาไป-ขากลับ
และได้แวะในช่วงเวลาที่สวยงามน่าประทับใจ
ไอเย็น,หมอกเบาๆ,และลมหนาวแรงๆ
(จนไม่กล้าดูรูปตัวเองเลย  ผมเผ้ากระจุยกระจายสุดๆบนพูเพียงฟ้า)
 
การได้ข้ามแม่น้ำโขงไปเยือนวัดเล็กๆที่ไม่ถูก spotlight เท่าไร
แต่ที่จริงกลับมีเรื่องราวในประวัติศาสตร์เมืองหลวงพระบาง
เช่น วัดเชียงแมนไชยเชษฐาธิราช ,วัดล่องคูน 
 
 
รวมถึงเส้นทางก่อนไปถึงเมืองลาว
ก็ยังได้แวะสองจังหวัดทางผ่าน
คือ จังหวัดอุดรธานี ตรงกับช่วงมีงานทุ่งศรีเมืองพอดี
ได้พบเพื่อนสนิทเก่าแก่ที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปีอีกด้วย :D 
และก็ได้แวะเที่ยวจังหวัดหนองคายที่ตรงกับช่วงวันธรรมดาพอดี  
(อ้าว..ถ้าไปติดเทศกาลอาจจะคนแน่นนะเออ ;P )
 
 
การได้ไปดูด้วยตาตัวเองทำให้ชีวิตมีกำไรจริงๆอย่างที่เขาว่า
ใจเราจะกว้าง ตาเราจะไกล เมื่อได้เดินทาง
ที่เขาว่าไว้ไม่ผิดเลย  Cool
 
 
บันทึกการเดินทางทั้งหมดนี้
เป็นเรื่องราวที่บันทึกด้วยสายตาและหัวใจของเรา
บวกกับการศึกษาค้นคว้าตามสติปัญญา
หวังว่าจะเป็นส่วนเล็กๆของมิตรภาพระหว่างกัน
มิตรภาพในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์น่ะเองล่ะ  :D