NortheastThailand

อีกสถานที่หนึ่งที่แอดมินคิดว่า  เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม
ที่สวยและสมบูรณ์มากอีกแห่ง คือ
"ศูนย์วัฒนธรรมไทยจีน ศาลเจ้าปู่ย่า จ.อุดรธานี"ค่ะ

ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ถนน 39 ศาลเจ้าเนรมิต ตลาดน้อยหนองบัว
เปิดทำการทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ เวลา ๗.๐๐ - ๑๙.๐๐ น.
 ตอนที่ไปเที่ยวก็ได้อาศัยเพื่อนที่อุดรธานีพาไป  (ไปเองไม่ถูกเหมือนกัน)
เมื่อเดินเข้าไป  สิ่งที่ดึงดูดสายตาก่อนเลยแน่ๆก็คือ สวนแบบจีนสวยๆที่ซ่อนอยู่ภายใน
 ก้าวเท้าเข้าไปเหมือนไปอีกโลกหนึ่งเลยเชียวค่ะ

สวนสวยที่ว่า เป็นการจำลองบรรยากาศแบบเมืองจีนมา
ภายใต้ชื่อว่า "สวนคุณธรรมพันปี ๒๔ กตัญญู"
 มีการแบ่งสวนเป็นส่วนต่างๆอย่างกลมกลืน
บ่อเลี้ยงปลาคาร์ฟจำนวนมากมาย
ซื้ออาหารปลาให้ได้ด้วยนะคะ แอดมินก็ซื้อค่ะ (อดไม่ได้)
 แต่ละตัวสีสดสวยมาก  มาดูกันที่ต้นไม้  ก็เป็นต้นไม้ที่มาจากเมืองจีน
เช่น  ต้นเครามังกร ต้นหลิว ต้นไผ่ดำ ประทัดจีน หงส์ฟู่ บีโกเนีย โป๊ยเซียน พุด เทียนหอม
  พร้อมด้วยภูเขาจำลอง มีไอน้ำพ่นเป็นหมอกด้วย
ธรรมชาติปานอยู่เมืองจีนจริงๆเลยเชียว  :D 

ส่วนเกี่ยวกับ "๒๔ กตัญญู" นั้น ก็เป็นส่วนการหยิบยกเรื่องราวคุณธรรม
ของชาวจีนในอดีตเกี่ยวกับความกตัญญูรู้คุณมาทำเป็นภาพนูนต่ำ
 เสมือนเป็นนิทรรศการที่ราวกับมีชีวิตจริง
เรื่องที่แอดมินประทับใจก็คงเป็นเรื่องที่ถ่ายภาพมา
คือ "แบกข้าวร้อยลี้" น่ะล่ะค่ะ  

ทำไมประทับใจเรื่อง "แบกข้าวร้อยลี้" ก็เพราะว่า
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการดูแลบิดามารดา
หรือผู้มีพระคุณต่อเรานั้นมันไม่ใช่เรื่องของเงินทอง
 เป็นเรื่องของความเอาใจใส่ นี่ท่านบัณฑิตในเรื่อง
ไม่ได้รอคอยให้ตนมีเงนทองมียศมีศักดิ์เสียก่อนค่อยมาหาพ่อแม่
แต่ท่านดูแลมาตลอดแม้จะยากจนก็ตามที  
ตรงนี้ล่ะที่แอดมินประทับใจค่ะ
เพราะหากรอจนวันที่เราได้ดีมีเงินทองมากมาย
อาจจะสายไปแล้วก็ได้  การรู้คุณและตอบแทนท่านตามกำลัง
จึงต้องเร่งทำทันทีตั้งแต่วันนี้นั่นเอง  
 
 
ต่อมาในส่วนของพิพิธภัณฑ์ภายในอาคาร  
ก็มีสื่อผสมแบบต่างๆที่น่าสนใจมากอีกแล้วค่ะ
 ไฮไลต์อย่างหนึ่งก็คือ ห้องชมภาพยนตร์สามมิติ ( 3D)
ใครได้ไปก็อย่าพลาดค่ะ  เข้าไปนั่งดูเรื่องราวเก่าๆ
และเกี่ยวกับการก่อตั้งศาลเจ้าปู่ย่าเมืองอุดรธานี
ในรูปแบบภาพยนตร์สามมิติด้วย ทางพิพิธภัณฑ์ก็บริการไม่คิดค่าใช้จ่าย
 เพียงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบเท่านั้นเองค่ะ  
 

ส่วนนิทรรศการเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน
ที่มาพร้อมกับเรื่องราวการโยกย้ายถิ่นฐานจากจีนมาประเทศไทย
โดยเฉพาะที่จังหวัดอุดรธานีนั้นก็มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง
 ความเชื่อ พิธีกรรม อาหาร ขนม เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ
ก็จัดแสดงอย่างต่อเนื่องกันไปภายในอาคารค่ะ
 แอดมินเดินดูเพลินเลย  ยังนึกถึงสมัยเรียนปรัชญาจีน
ตอนนั้นก็ไม่ได้มาเดินเล่นศูนย์การเรียนรู้ลักษณะนี้บ้าง
คงจะช่วยชูรสในการเรียนให้สนุกมากขึ้น
 มาเดินดูตอนเฒ่าๆแล้วก็ยังสนุกอยู่เลยค่ะ  (ฮาๆๆ) 

นิทรรศการที่แอดมินชอบที่สุดก็ส่วนแสดงตำรับตำรา
ที่สลักอักษรบนไม้ไผ่แบบจีนโบราณล่ะค่ะ
 ดูแล้วได้บรรยากาศน่าเดินถือม้วนหนังสือไม้ไผ่ท่องอขยานยิ่งนัก  

เมื่อเดินชมนิทรรศการจนอิ่มใจ ก่อนกลับออกไป
หากอยากได้ของที่ระลึกก็มีจำหน่าย เช่น โปสการ์ด,
ที่คั่นหนังสือ,แผ่นแม่เหล็กและหยกจากเมืองจีนทำเป็นรูปต่างๆ  
งานนี้แอดมินซื้อพวงกุญแจหยกมาฝากคุณแม่หนึ่งชิ้น  

มีโอกาสไปเยือนเมืองอุดรธานี
ก็ไปเยี่ยมชมศูนย์วัฒนธรรมไทยจีนแห่งนี้กันนะคะ  ^__^ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นี่ถังขยะของศูนย์ฯ  น่ารักไหมล่ะคะ  จีนเชียว  ;)
 
ด้วยเงื่อนไขที่จำกัดของเรา
คือ เวลามีจำกัดเพียง ๑ วัน ๑ คืน 
และไม่มีรถส่วนตัว  ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่คล่อง
แม้เพื่อนที่อุดรธานีเสนอว่า ให้เอามอเตอร์ไซค์ของเขาไปขี่เที่ยวสิ
แต่กลัวจะพาตัวเองและรถไปกลิ้งก่อนจะไปถึงหลวงพระบางเลยปฏิเสธไป
 
จึงวางแผนว่า  จะเที่ยวไม่ไกลเกินไป
โดยยึดจุดเด่นของตัวเมืองเป็นศูนย์กลางในการเที่ยว
จุดเริ่มต้นที่โดดเด่นมากๆแห่งหนึ่งของอุดรธานี
ก็คือ "สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม" นั่นเองค่ะ
 
ตามประวัติโดยย่อนั้น หนองประจักษ์เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่
ที่มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี
แต่ก่อนเรียกว่า"หนองนาเกลือ"  
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง  
และการเปลี่ยนชื่อมาเป็น "หนองประจักษ์"  นี้
ก็เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แด่
"พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม"
ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี
 
ต่อมาในปี พ.ศ. 2530 เทศบาลเมืองได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่
 โดยบริเวณตัวเกาะกลางน้ำได้จัดทำสวนหย่อมปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด
มีการทำสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ มีน้ำพุ หอนาฬิกา และสวนเด็กเล่น
ทำให้เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนและออกกำลังกายของประชาชนเมืองอุดรจำนวนมาก
 
(ที่มา : http://place.thai-tour.com/udonthani/mueangudonthani/96)
 
 

 
แต่ที่ทำให้สร้างแรงดึงดูดใจมากๆ
ก็คงเป็น  "เป็ดน้อยสีเหลือง" ที่ลอยเด่นอยู่ในหนองน้ำ
เรายังตั้งใจไป check-in ตัวเองคู่กับน้องเป็ดเลยค่ะ  Cry (ฮ่าๆ)
โดยนายกเทศมนตรีนครอุดรธานี  ได้กล่าวถึงสาเหตุที่มาของเป็ดยักษ์
ที่ต­ั้งอยู่กลางบึงหนองประจักษ์ว่า เป็นเป็ดที่ขอยืมมาจากเพื่อนเพื่อนำมาโชว์
และเพื่อให้คนทั่วไปได้มาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเนื่อ­งในวันลอยกระทง
จากนั้นน้องเป็ดก็เลยอยู่คู่บึงหนองประจักษ์มาเรื่อยๆ
โดยน้องเป็ดตัวนี้มีความสูง 8 เมตรและมีความยาวประมาณ 10 เมตร

 
 
ปัจจุบันนี้น้องเป็ดเหลืองเป็นตัวใหม่แล้วล่ะค่ะ 
ส่วนรูปที่ลงใน blog นี้เป็นตัวเก่า  
เพราะในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ น้องเป็ดโดนลมพายุพัดบินหนีออกจากหนองน้ำไป..เง้อ
 
เราอาศัยเดินเล่นเรื่อยๆนะ 
ตั้งแต่ตอนออกจากที่พักมาแล้วล่ะ  
ทีแรกถามราคารถสามล้อ จากหน้าโรงแรมเขาคิด 40 บาท  เลยเดิน (ฮ่าๆๆ)
ก็เดินมาเรื่อยๆ เพราะคิดว่า เดินไปเรื่อยๆยังไงก็ถึงแน่
พอดีมีงานทุ่งศรีเมือง  เต้นท์ออกร้านของบรรดาพ่อค้าแม่ขายก็เต็มถนน
เพราะไปแต่เช้า ร้านค้าก็ยังไม่เปิดขายกัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ในเมื่อตั้งใจไป"บึง" เราก็ไม่พลาดที่จะหาอะไรติดไม้ติดมือไป
ก็ซื้อปลาดุก ปลาน้ำจืดหลายชนิด และได้เต่ามาหนึ่งตัว
ซื้อจากตลาดใกล้โรงแรมที่พักน่ะล่ะ เอาไปปล่อยที่หนองประจักษ์
มาทั้งที  ขอฝากรอยจารึกไว้ด้วยการทำบุญปล่อยสัตว์ไว้สถานที่นั้นๆ
เพราะหลักในการเดินทางของเราก็คือ "ไปที่ไหนก็ให้คนที่นั่นเขามีความสุขเพราะเราไป"  
 
"ไปที่ไหนก็ให้คนที่นั่นเขามีความสุขเพราะเราไป"
การที่เราไป ก็ไปในฐานะนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง
ก็ทำตัวให้เป็นที่ประทับใจแก่คนที่เขาได้พบเราบ้าง
ก็เป็นต้นว่า  จับจ่ายใช้สอยบ้าง  อุดหนุนสินค้าและบริการต่างๆ (ตามกำลังเด้อค่ะ อิอิ)
ไม่เรื่องมากหรือ "เขี้ยว" จนเกินไป   
บางครั้งก็ยอมเสียเปรียบบ้างเล็กๆน้อยๆ (ถ้าไม่มากไปเนอะ) 
สำหรับเราก็ต้องเพิ่มอีกอย่าง คือ  ได้ร่วมบุญอะไรบ้างนิดหน่อยก็ยังดี 
 
เมื่อเดินข้ามสะพาน  selfie กับสะพานในสวนเป็นที่เรียบร้อย
ก่อนจะหาทางออกจากสวนสาธารณะไปที่อื่นต่อ
ก็เจอคนขายอาหารปลาอยู่ริมบึง 
เลยจัดไปค่ะ 
 
 
 
 
ทำท่าจะซัดอาหารปลาลงน้ำ  นกพิราบก็ถลามารุมเลยค่ะ (ฮ่าๆๆ)
ปรากฏว่า นกพิราบชอบอาหารปลาซะนี่ 
แถมทำท่าจะลงไปกินอาหารในน้ำซะแล้ว
ก็เลยแบ่งให้นกด้วยส่วนหนึ่งค่ะ 
สรุปว่า ทั้งปลาทั้งนกก็ต่างทั้งอ้วนทั้งคุ้นคนมากๆค่ะ  
 
 
อะเห้อ..~  อยากจะอยู่อุดรธานีซะเลยในเวลานั้น   
(แถวบ้านไม่มีบรรยากาศแบบนี้  อิอิ)
 
 
ไว้มาเดินเล่นต่อใน blog หน้านะคะ..สวัสดีค่ะ ^^//
 
 
 
 
เจ้าของ Blog เป็นคนที่่ชอบบรรยากาศแบบทุ่งนาป่าเขา
มากกว่าบรรยากาศหาดทรายสายลม 
แม้ว่า การเที่ยวทะเลจะสะดวก ประหยัดกว่า
แต่ถ้าจะให้เต็มรสนิยมในหัวใจ ..มันก็ต้องไปอีสานล่ะพี่น้อง (อิๆ)
 
เรานั่งรถไปคนเดียว
วิ่งยาวจากภาคใต้ไปลงที่จังหวัดอุดรธานีโดยตรง
ปลายทางจริงๆ คือ จังหวัดหนองคาย
เพราะนัดรวมตัวกับคณะทัวร์ที่นั่น
เพื่อจะเดินทางต่อด้วยกันไปยังเป้าหมายของทริป คือ เมืองหลวงพระบาง

แต่นานๆจะได้พักผ่อนเดินทางสักครั้ง
จึงถือโอกาสเดินทางล่วงหน้าก่อนเล็กน้อย
เพื่อจะแวะเที่ยวสองจังหวัดอีสานตอนบน
ได้แก่ อุดรธานีและหนองคาย
ก่อนไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆที่อยู่ใกล้ๆกัน
วางแผนว่า หาที่พักแล้วก็เดินเที่ยวหรือขึ้นรถสามล้อเที่ยวเองง่ายๆ
มีแผนจะอยู่อุดรธานีแค่คืนเดียว แล้วก็จะเดินทางไปจังหวัดหนองคายต่อ
 
แผนที่ที่ดูจนเข้าใจ  สุดท้ายวันเดินทางจริงก็ไม่ได้เอาไป Tongue out
 
 
 
 
 
 
(ที่มา : http://logspix.com/)
 
 
ที่จังหวัดอุดรธานี มีเพื่อนที่สนิทกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
และไม่ได้พบกันนานหลายปี จึงตั้งใจจะเจอกันให้ได้  
เพื่อนนัดว่าจะมารับที่ บขส.อุดรธานี 
แต่รถที่ไปถึงอุดรธานีเร็วกว่ากำหนดและยังเช้ามาก
เวลาประมาณหกนาฬิกาเศษๆจึงไม่กล้าโทรไปหา
สาว(ไม่)น้อยก็เลยลากกระเป๋าใบใหญ่ นั่งทำฟอร์มอยู่ที่ บขส. นั่นแหล่ะ
 
 
ที่นั่งทำฟอร์ม..ไม่ใช่จะรอเพื่อนนะ 
เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อต่อรองรถสามล้อเฉยๆ Kiss
คือ ทำเสมือนว่า  ฉัน chill ฉันไม่รีบร้อน ไม่ร้อนรน 
กลัวว่า ทำท่ารีบร้อนมากแล้วจะต้องจ่ายราคาแพงว่างั้นเถอะ
 
แต่ความจริงก็คือ  เราต่อรองราคาค่าโดยสารไม่ค่อยได้เท่าไร Foot in mouth
นั่งจาก บขส. (๑) ไป แถวหน้าโรงแรมเจริญศรีก็จ่ายไป 80 บาท 
 
 
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเล็กๆน้อยๆเสร็จ
ก็พร้อมจะออกเดินสำรวจเมืองอุดรธานีกันแล้วล่ะ :D
 
 
คำขวัญปัจจุบันของจังหวัดอุดรธานี คือ 
 
หนองประจักษ์คู่เมือง
ลือเลื่องแหล่งธรรมะ
อารยธรรมบ้านเชียงมรดกโลกห้าพันปี
ธานีผ้าหมี่ขิด
ธรรมชาติเนรมิตทะเลบัวแดง
 
(ที่มา : http://www.mohlumfanclub.com/)
 
ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว เมืองอุดรธานีนั้นร่ำรวยด้วยแหล่งธรรมะ
เป็นอู่อารยธรรมโบราณ ...หลายแห่ง 
และธรรมชาติก็ให้ของขวัญแก่จังหวัดอีสานตอนบนนี้มากทีเดียว
คำขวัญห้าบรรทัดนี้คงจำเป็นต้องคัดเลือกมาจริงๆ
เพราะจะกล่าวถึงทุกๆอย่างที่โดดเด่นและรวมเป็นอุดรธานีก็คงกล่าวได้ไม่หมด :) 
 
 
เช้าวันที่ 15 ธันวาคม 2556 ที่เราไปถึงนั้น
เป็นวันสุดท้ายของการจัดงานทุ่งศรีเมืองซึ่งเป็นงานประจำปีของจังหวัดอุดรธานี  
ตรงข้ามโรงแรมที่พักก็เป็นทุ่งศรีเมือง  
เรายืนมองอย่างหมายมั่นปั้นมือ  ขอสำรวจบรรยากาศยามเช้าก่อนเถอะ
เดี๋ยวจะมาเดินเล่น ( ช้อปปิ้ง?) ในงานแน่นอน  
และเพื่อนที่นัดกันไว้ก็ได้โทรมาถามไถ่ว่า ถึงหรือยัง
เมื่อรายงานตัวไปเสร็จสรรพก็เลยตกลงว่าจะพบกันประมาณ สิบโมง
โดยนัดกันที่ "วัดโพธิสมภรณ์" 
 
ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว  ก้ได้เวลาใช้พลังงานและเวลาที่มีให้คุ้มค่าค่ะ 
แล้วมาเดินเที่ยวอุดรธานีกันต่อใน blog หน้านะคะ 
 
 
_/\_  สะบายดี