พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

เห็นอันใดก็เห็นเป็น “อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา” ไปทุกอย่างในโลกอันนี้น่ะ  
ตาเห็นรูปก็ดี หูได้ยินเสียงก็ดี จมูกได้ดมกลิ่นก็ดี ลิ้นได้รับรสอาหารก็ดี
กายได้สัมผัสถูกต้องเย็นร้อนอ่อนแข็งก็ดี ใจได้รับรู้อารมณ์ทั้งห้านั้น
ก็สักว่าแต่รู้  ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา
แล้วก็ไม่ใช่สวยงาม แล้วก็ไม่ใช่ขี้ร้าย อย่างที่โลกสมมติกันนั้น


ถ้าพิจารณาถึงธาตุแท้ของรูปเสียง กลิ่นรส เครื่องสัมผัส เหล่านี้แล้ว
มันมีแต่เกิดแล้วดับไปอย่างนั้น  ไม่มีดีไม่มีชั่วอะไร
ถ้าพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้วนะ  เป็นแต่ "สภาวธาตุ" เท่านั้นเอง  
นั่นแหละเราต้องเพ่งพิจารณาลงไป ให้มันเห็นเป็นสภาวธาตุล้วนๆ
อย่าให้มันเห็นเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นตัวตนเราเขา

มันต้องพิจารณาลงไปอย่างนี้
มันจึงลบสมมติลบบัญญัติออกไปจากจิตใจนี้ได้

เรื่องอย่างนี้นะมันต้องอาศัยความเพียร เพราะว่าจิตใจนี้
มันเคยยึดถือรูปนามขันธ์ห้าอันนี้มานมนานกาเล
แล้วเราจะมาสอนให้มันละเอา ปลงเอา วางลงง่ายๆนี่..มันไปไม่รอด  
เพราะว่ามันอาลัยหลาย  มันเคยได้อาศัยขันธ์ห้านี้มานานแล้ว
นับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้วที่ล่วงแล้วมา
  นี่ต้องคิดดูให้มันเห็น
ฉะนั้นจะมาสอนให้มันปลงมันวางเอาง่ายๆอย่างนี้นะ
ถ้ามันสอนนะปลงวางได้ง่ายๆอย่างนี้
ทุกคนก็ไม่มีความทุกข์ความร้อนอะไรแล้ว  

มันก็สบายกันอยู่หมดแล้วในโลกอันนี้น่ะ
ก็เพราะมันไม่ใช่ว่ามันจะปลงวางเอาโดยไม่มีเหตุผลอะไรเลยได้

...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ "ใครทำใครได้"



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

        ดูแต่คนรูปร่างสวยๆงามๆอย่างนี้นะ อยู่ยากเต็มทีนะ
ใครก็อยากได้ แย่งกันบาดนิ ยิ่งถ้าลำเอียงไปกับใครคนใดคนหนึ่งเข้า  
คนอื่นไม่ได้ก็เสียใจเอา วางแผนฆ่าทิ้งซ้ำนะ อย่าให้ใครได้ซักคน  
นี่แหละความอยาก ความอยากได้ ความอยากมีอยากเป็น

ความอยากมีรูปสวยรูปงามอย่างนี้มันก็เป็นเวรน่ะ
ในโลกอันนี้นะ ถ้ามีรูปขี้ร้ายก็เป็นที่รังเกียจของคนทั้งหลาย ใครก็ไม่ชอบ  
เรียกว่ามันเกิดมาในโลกนี้มันแสนยากแสนลำบากจริงๆ
ทั้งรูปขี้ร้ายทั้งรูปสวยรูปงามก็ล้วนแต่ไม่เที่ยงเหมือนกันหมด
มีความแตกความดับเป็นที่สุดเหมือนกันหมดเลย

        
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สมควรแล้วหรือที่จะมายึดถือว่าเป็นเรา
เป็นของของเรา
  ถ้าไปยึดถือมันก็เป็นทุกข์อย่างนั้นแหละ
เมื่อยึดถือรูปกายที่ตนอาศัยอยู่นี้แล้ว เมื่อรักใคร่ในรูปนามที่ตนอาศัยอยู่นี้แล้ว
มันก็ลามปามไปรักใคร่ในรูปอื่นนามอื่นไปอีก กิเลสตัณหามันไม่ให้หยุดอยู่ที่เดิม

มันบันดาลให้อยากได้อะไรต่ออะไรอยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุดลงได้ มันเป็นอย่างนั้น

...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
"ใครทำใครได้"



พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร
สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง
อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

...

ครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่ไปโปรดญาติโยมที่ประเทศสิงคโปร์
เจ้าภาพได้จัดอาหารญี่ปุ่นถวาย คือ สุกี้ยากี้
หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกกันสั้นๆว่า สุกี้  
โดยจัดเป็นชุดประกอบด้วยเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ
และผักสดชนิดต่างๆให้ผู้รับประทานปรุงเองในหม้อไฟ

ตามแบบที่ฆราวาสนิยมกัน

หลวงปู่กลับมาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า

"เคยเห็นแต่สุกี้ในถ้วยในหม้อ
ไม่เคยเห็นอย่างนั้น  ดิบๆแดงๆ เราก็คิดในใจว่า
ถ้าวันนี้ไม่มีใครเอาข้าวมาถวายก็จะไม่ฉัน
พอดีมีคนไทยในสิงคโปร์หิ้วปิ่นโตมาถวาย
หลวงปู่ก็เลยฉันเฉพาะของในปิ่นโต"


...

คัดลอกจาก
หนังสือละอองธรรม
สิงหาคม,๒๕๕๕. หน้า ๑๒๔.



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

...

อย่าพากันเกียจคร้าน
คนเราจะมีความสุขได้ก็เพราะจิตใจผ่องใสเบิกบาน
ไม่มีกังวลอะไรในข้างหน้าและข้างหลัง
มีแต่กำหนดรู้แจ้งในธรรมอันเป็นปัจจุบันอยู่

รู้อะไร..รู้ "จิตตัวเอง" นี่แหละ จิตนี่แหละ
เมื่ออบรมดีแล้วมันก็เป็น "ธรรม" เป็น "กุศลธรรม"  

เมื่อเห็นแจ้งอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า จิตนั้นอยู่ด้วยกุศลธรรม
เช่น เมตตาปรารถนาให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขทั่วหน้ากัน  
กรุณาคิดจะช่วยสัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ เป็นต้นเหล่านี้นะ
เมื่อใจของตนมีคุณธรรมเหล่านี้อยู่อย่างนี้น่ะ  
ความโกรธความพยาบาทอะไรมันก็ไม่มี
เมื่อคุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว มันเป็นอย่างนี้ที่ท่านว่า
เมื่อพิจารณาเห็นธรรมอันไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน
นั้นแลให้พึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ


ก็เมื่อมาเพ่งพิจารณาเห็นว่าจิตตัวเองนั่น
ไม่โลภอยากได้อะไรแล้ว ไม่โกรธใครอย่างนี้นะ
ไม่หลงสำคัญว่าขันธ์ห้านี้เป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา
เห็นแจ้งว่า ขันธ์ห้านี้ไม่ใช่ตัวตนเราเขาอะไร
เป็นแต่เพียงสภาวธาตุสภาวธรรมอาศัยกันอยู่เท่านั้น  
เมื่อหมดเหตุปัจจัยแล้วก็แตกดับทำลายลง
เห็นแจ้งประจักษ์อย่างนี้นา ก็พยายามเจริญความรู้ความเห็นอันนี้
ให้มันปรากฏอยู่เสมอ อย่าให้มันเลือนหายไป


อันนี้แหละมันจะอบรมบ่ม "อินทรีย์" ให้แก่กล้าขึ้นไป  
ศีลก็เป็นอินทรีย์อันหนึ่ง สมาธิก็เป็นอินทรีย์อย่างหนึ่ง
ปัญญาก็เป็นอินทรีย์ "อินทรีย์ แปลว่า ความเป็นใหญ่ในตน"
นั่นแหละไม่ตกเป็นทาสของสิ่งอื่นใด  มีอิสระเสรีส่วนตัว  
ท่านจึงเรียกว่า อินทรีย์  


"พละ" คือว่า ธรรมเหล่านี้เมื่ออบรมให้เกิดมีขึ้นในใจแล้ว
ทำให้ใจมีกำลังเข้มแข็งสามารถเอาชนะกิเลสต่างๆได้นี่มันเป็นอย่างนี้
การที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทปฏิบัติธรรม  
มีจุดมุ่งหมายอย่างนี้แหละให้พากันเข้าใจ  
ถ้าไม่มีกิเลสตัณหามาก่อกวนให้เป็นทุกข์เดือดร้อนนี่
ศาสนาไม่มี พระพุทธเจ้าก็ไม่มี ให้เข้าใจอย่างนั้น  


เหตุที่จะมีศาสนาตั้งขึ้นมา จะมีพระพุทธเจ้าผู้บัญญัติศาสนา
ก็เพราะเหตุว่ามันมีกิเลสอย่างว่านี่แหละ

รบกวนจิตใจของสัตว์โลกทั้งหลายให้เป็นทุกข์เดือดร้อน
ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักสิ้น  เกิดมาชาติใดหรือว่าเกิดไปที่ไหน
กิเลสมันก็ติดตามไปตกแต่งความสุขความทุกข์ให้อยู่อย่างนั้น
มันจะไม่ลดละเลยกิเลสเนี่ย มันจะติดตามดวงจิตนี่ไปอยู่อย่างนั้นแหละ  

เมื่อมันไปตกแต่งร่างกายนี้ให้มาแล้วบาดนี่ มันก็ตามมาให้ผลแล้วบาดนี่
มันก็บังคับจิตให้อยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้ ไม่มีที่สิ้นสุดลงไป
เมื่อความอยากมี การแสวงหามันก็ต้องมี
เมื่อการแสวงหามี ความได้มันก็มี เมื่อได้มาแล้วก็มารักษา
การรักษาสิ่งของในโลกอันนี้น่ะมันแสนยากแสนลำบาก  


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ "ใครทำใครได้"



พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

        
การทำสมาธิต้องตั้งจิตของเราให้เที่ยง ตรงแน่วอยู่กับลมหายใจ
เหมือนนายพรานที่เล็งธนู จะต้องเล็งให้แม่นจึงจะยิงได้ตรงถูกจุดหมาย
        
การยกจิตออกไปรับสัญญาอารมณ์ภายนอก
นั่นมิใช่เป็นวิธีที่ถูกของการทำสมาธิ

        
การที่เรารักษาลมหายใจไว้ด้วยความมีสตินี้
เหมือนกับเราได้รักษาความเป็นอยู่ของเราไว้ได้ทั้ง ๓ วัย
คือ
เมื่อเป็นเด็กก็รักษาความเจริญของวัยเด็กไว้
เมื่อเติบโตขึ้นก็รักษาความเจริญของความเป็นผู้ใหญ่ไว้
และเมื่อแก่ก็รักษาความเจริญของวัยชราไว้อีก

ให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์
ทำอย่างนี้ให้ติดต่อไม่ขาดระยะ ตลอดวัน คือ ทุกอิริยาบถ
        
คนเรามีแต่อยากเกิด แต่ไม่มีใครอยากตาย
พระพุทธเจ้าไม่มีอยากเกิดและก็ไม่มีอยากตาย
ถ้าพระองค์เห็นว่า พระองค์อยู่มีค่ามีประโยชน์ก็ควรอยู่  
ถ้าอยู่ไร้ค่าไม่มีประโยชน์ก็ควรตายเสีย  
แต่คนเรานั้นมีแต่อยากเกิดท่าเดียว

เหมือนกับแม่ค้าที่นั่งขายของอยู่ในตลาด
ขายอยู่ ๓ วันไม่ได้อะไรเลยก็ยังจะทนนั่งขายอยู่อย่างนี้
มันจะไปได้ประโยชน์อะไร
        
อัตภาพร่างกายเปรียบเหมือนกับม้า ถ้าเราขี่ม้าตาย
มันก็จะพาเราไปถึงจุดหมายที่ต้องการไม่ได้
จึงควรต้องรักษากายเรานี้ไว้ให้ดี  

ถ้าจิตดี กายไม่ดี ก็ใช้การไม่ได้
กายดี จิตไม่ดีก็ไม่ได้ผลอีก  
ต้องให้ดีพร้อมกันเป็น "สามัคคีธาตุ"
จิตกับกายต้องเข้ากันเป็น "มัคคสมังคี"
ความทะเลาะวิวาทจึงจะไม่มีขึ้น


...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๓๐-๓๑.



พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

      
การทำสมาธิต้องประกอบด้วยอิทธิบาท ๔ ดังนี้  
      
๑.) "ฉันทะ"  พอใจรักใคร่ในลมหายใจของเรา
ตามดูว่าเวลาที่เราหายใจเข้า เราหายใจเอาอะไรเข้าไปบ้าง
ถ้าหายใจเข้าไปไม่ออกก็ต้องตาย หายใจออกไม่กลับเข้าก็ตาย,
มองดูอยู่อย่างนี้ ไม่เอาใจไปดูอย่างอื่น
        
๒.) "วิริยะ" เป็นผู้ขยันหมั่นเพียรในกิจการหายใจของเรา
ต้องทำความตั้งใจว่า เราจะเป็นผู้หายใจเข้า เราจะเป็นผู้หายใจออก
เราจะให้มันหายใจยาว เราจะให้มันหายใจสั้น เราจะให้หนัก
เราจะให้เบา เราจะให้เย็น เราจะให้ร้อน ฯลฯ เราจะต้องเป็นเจ้าของลมหายใจ
        
๓.) "จิตตะ" เอาจิตเพ่งจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
ดูลมภายนอกที่มันเข้าไปเชื่อมต่อประสานกับลมภายใน
ลมเบื้องสูง ท่ามกลาง เบื้องต่ำ ลมในทรวงอก มีปอด หัวใจ
ซี่โครง กระดูกสันหลัง ลมในช่องท้อง มีกระเพาะอาหาร ตับไต ไส้ พุง
ลมที่ออกมาตามปลายมือ ปลายเท้า ตลอดจนทั่วทุกขุมขน
      
๔.) "วิมังสา" ใคร่ครวญ สำรวจ ตรวจดูว่าลมที่เข้าไปเลี้ยงร่างกายเรานั้น
เต็มหรือพร่อง สะดวกหรือไม่สะดวก มีส่วนขัดข้องที่ควรจะปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง

ดูลักษณะอาการ ความหวั่นไหวของลมภายนอกที่เข้าไปกระทบกับลมภายใน
ว่ามันกระเทือนทั่วถึงกันหรือไม่ ลมที่เข้าไปเลี้ยงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟนั้น
มีลักษณะเกิดขึ้น ทรงอยู่และเสื่อมสลายไปอย่างไร
        
ทั้งหมดนี้จัดเข้าใน “รูปกัมมัฏฐาน” และเป็นตัว “มหาสติปัฏฐาน” ด้วย
จิตที่ประกอบด้วย “อิทธิบาท ๔” พร้อมบริบูรณ์ด้วย “สติสัมปชัญญะ”
ก็จะเกิดความสำเร็จรูปใน “ทางจิต” ให้ผลถึง “โลกุตตระ”
เป็นโสดาสกิทาคา อนาคาและอรหัตต์  สำเร็จ “ทางกาย” ให้ผลในการ “ระงับเวทนา”


...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๘-๓๐.



พระอาจารย์เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

..

การเจริญปัญญาพิจารณาเห็นสังขารนามรูปหรือว่าสิ่งอื่นๆเป็นของไม่เที่ยง
เป็นของเกิดของดับ เป็นของไม่ใช่ตัวตน พิจารณาบ๊อยบ่อย
มันค่อยคลายความยึดถือออกไปเรื่อยๆ ทีแรกมันก็คลายความยึดถือในทางที่ชั่วก่อน
คือ ไม่ใช้ขันธ์ห้านี้ทำความชั่ว
ผู้ใดอยู่ในเพศใดภูมิใด
ก็รักษาคุณความดีของตนอยู่ในภูมินั้นเพศนั้นไว้ได้  ไม่ให้เสื่อม
อันนี้แหละจึงเรียกว่า เป็น "ผู้เห็นแจ้งในกรรม ในผลของกรรม"
เห็นแจ้งในการละหรือการกระทำแล้วพยายามทำไปเรื่อยๆ

อันบาปนั้นมันมีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด
เช่นเดียวกับบุญกุศลคุณธรรมนั้นเอง เมื่อละบาปอย่างหยาบได้แล้ว
มันก็ยังอย่างกลาง เมื่อละอย่างกลางได้แล้วมันก็ยังอย่างละเอียด  

ดังนั้นน่ะท่านจึงสอนให้ทำความเพียร พยายามเรื่อยไป
ทำจิตให้ละเอียดเข้าไปโดยลำดับ ทำปัญญาให้แหลมให้ละเอียดเข้าไป
เผื่อมันจะได้รู้กิเลสส่วนละเอียด
        
อันคำว่า "บาป" นั้นแปลว่า "อารมณ์ที่ทำใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว"  
อารมณ์ใดที่ทำใจเศร้าหมองขุ่นมัวนั้นแหละเรียกว่า บาป
ดังนั้นเมื่อจิตใจมันขุ่นมัวลงไป ให้รู้ว่าบาปนั้นมันเกิดขึ้นในใจ  

ดังนั้นต้องกำหนดละมันไป เช่นว่าอารมณ์อันทำใจขุ่นมัวนั้นเพิกออกไป
ดับออกไปจากจิตใจนี้แล้วใจก็ผ่องใสขึ้นมา นั่นเรียกว่า "เพียรละบาป" นะ
เมื่อละบาปได้บุญก็เกิดขึ้นอย่างว่านั้นล่ะจิตใจผ่องใสเบิกบานขึ้นมา
อิ่ม ไม่เดือดร้อน ไม่กังวล ไม่กระวนกระวาย อิ่มอยู่
เหมือนอย่างคนรับประทานอาหารอิ่มใหม่ๆ


ดังนั้นเมื่อมาถึงตอนนี้เราจะพิสูจน์ได้ว่า ไอ้ใจที่จะเศร้าหมองขุ่นมัว
ใจที่มันไม่สงบลงได้นี่น่ะล้วนตั้งแต่บาปมันคอยขัดขวางไม่ให้จิตรวมลงเป็นหนึ่งได้  

เหตุนั้นพระศาสดาจึงทรงสอนให้เพียรพยายามละบาปนี้ออกไป
เมื่อละบาปออกไปได้เท่าใด บุญก็เกิดขึ้นเท่านั้น
จิตใจก็ผ่องใสสะอาดขึ้นเท่านั้น นี่คำว่า เพียรละบาปบำเพ็ญบุญนะ

ก็ให้พึงเข้าใจมันเป็นคู่กันน่ะ
        
เหมือนอย่างทองคำธรรมชาติอย่างนี้นะ ฝังอยู่ในดินในหิน
ดินหรือหินหุ้มห่ออยู่ มันจะเปล่งรัศมีสีแสงของตนออกมาไม่ได้เลย

ไม่มีแสงอะไรปรากฏ ทีนี้เมื่อขุดค้นเอาขึ้นมา เอามาทำความสะอาด
เจียระไน ขับไล่สนิมออกไปแล้ว แก้วหรือว่าทองคำนั้น
มันก็ส่องแสงสว่างออกมาในตัวเลย มีสีใส
เพราะธรรมชาติของแก้วของทองคำมันใสอยู่แล้ว
ไม่ได้ต้องไปตกแต่งให้มันใสหรอก มันใสอยู่แล้ว

แต่มันมีดินมีหินหุ้มห่ออยู่ มันจึงดูเหมือนมันเศร้าหมอง
ไม่มีสีสันวรรณะอะไร แต่ครั้นเมื่อขับไล่สนิมหรือว่าดิน
หรือหินนั้นออกจากทองคำนั้นแล้ว  มันจึงส่องแสงออกมา
มีสีสุกสกาว จิตใจคนเราก็เป็นเช่นนั้นแหละ
เมื่อละกิเลสอันมันเป็นข้าศึกแก่ความสงบหรือความผ่องใสอันนั้นออกไปแล้ว
จิตใจนี้มันก็ผ่องใสในตัวของมันเองเลย มันเป็นอย่างนั้น


...

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ "ใครทำใครได้"



พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

จิตที่แส่ส่ายออกไปรับสัญญาอารมณ์ภายนอก
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เท่ากับคนที่คลุกเคล้ากับของโสโครก

ร่างกายเปื้อนมอมแมมหรือเป็นแผลพุพองเปื่อยเน่า มือก็เปื้อน
เท้าก็เปื้อน ตา หู จมูก ปาก ฯลฯ ก็เปื้อนไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว
จะนั่งนอนยืนเดินไปในที่ใดๆก็ไม่มีความสุข  
เข้าใกล้ใครก็รังเกียจ ไม่อยากให้เข้าไปใกล้เขา

หรือมิฉะนั้นจะเปรียบก็เหมือนกับภายในบ้านเรือนของเรา
มันรกเปื้อนสกปรก ที่หลับที่นอนก็เปื้อน

เครื่องใช้ไม้สอยในครัวก็เปื้อน จะไปหยิบไปจับอะไรเข้า
มันก็เปื้อนไปทั้งหมด

อย่างนี้เราจะแก้ไขอย่างไร?
เราก็จะต้อง “ขัด” มัน ต้อง[ “ชำระล้างกายวาจาใจ” ของเรา
ให้ขาวสะอาด บริสุทธิ์ด้วย “ทาน ศีล ภาวนา” เป็นต้น

คนที่ร่างกายเป็นแผลเปื้อนสกปรกนี้ เข้าใกล้ใคร
มันก็มักจะพาเอาเชื้อโรคนั้นไปติดต่อถึงคนอื่นด้วย
เข้าใกล้ลูกก็ติดลูก เข้าใกล้หลานก็ติดหลาน
เข้าใกล้เพื่อนก็ติดเพื่อน ฯลฯ เข้าใกล้ใครก็ติดต่อคนนั้น  
เหมือนกับเถาบอระเพ็ดที่ขึ้นพันกิ่งต้นส้ม
ย่อมจะพาให้รสขมมันซึมซาบไปสู่ต้นส้ม ทำให้ส้มเสียรสไปด้วย
        
บ้านเรือนสกปรกก็ยังไม่ร้ายเท่ากับจิตใจที่สกปรกเพราะบ้านเรือนนั้น
วันหนึ่งวันหนึ่งคงไม่มีคนเข้าออกเหยียบย่ำถึงร้อยคนพันคน
แต่ดวงจิตที่แส่ส่ายออกไปรับสัญญาอารมณ์ภายนอกนั้น
ชั่วนาทีเดียวกันอาจจะไปได้ตั้งหลายสิบแห่ง

ถ้าจะเอากระบุงตะกร้ามาตวงใส่แล้ว วันหนึ่งวันหนึ่งก็คงหาที่เก็บไม่พอ
      
ใจที่เราส่งออกไปตามสัญญาอดีตอนาคตนั้น
ไปมันก็ไม่จริง ไปข้างหน้าก็ไปไม่จริง เดี๋ยวก็กลับมาข้างหลังอีก
ไปข้างหลังมันก็ไม่จริง เดี๋ยวก็ย้อนหลับมาข้างหน้า
อยู่กัปัจจุบันก็อยู่ไม่จริงอีก เดี๋ยวก็อยู่เดี๋ยวก็ไปเดี๋ยวก็มา
ให้มันจริงอะไรลงไปสักอย่างก็ยังดี


...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๗-๒๘.



พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร
สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง
อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

...

เมื่อเราภาวนา "พุทโธ"อยู่ในดวงใจ "ธัมโม"อยู่ในดวงใจ
"สังโฆ" อยู่ในดวงใจ จิตใจของเราก็จะมีความรู้มีความฉลาด
มีความสามารถอาจหาญขึ้นไปโดยลำดับ
จนถึงขั้นตัดละกิเลสความโกรธ โลภ หลง อวิชชา
ตัณหาในจิตใจของเราให้หมดไปสิ้นไปได้


ฉะนั้นเราอย่ามามัวลังเลสงสัยในข้อวัตรปฏิบัติต่างๆอยู่
ว่าเราประพฤติปฏิบัติจะเป็นไปได้ไหม ไม่ได้ไหม
ก็คือว่า ตั้งใจลงไปภาวนานึกพุทโธ รวมใจให้ได้
ถ้ารวมใจได้มันก็ง่ายขึ้น  


ถ้าเราไม่รวมใจ เราไปเชื่อสังขารมาร กิเลสมาร
มันอยู่ในใจนั้นมันก็ไม่ยอมให้ทำ  
เพียงแต่ว่าเราจะทำความเพียรภาวนาละกิเลส
กิเลสในใจมันก็พูดไปก่อนว่าไปก่อนแล้ว
สังขารเหล่านั้นว่าเราเป็นคนบุญน้อยวาสนาน้อย
จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างไร มันก็ว่าไป

คือ มันลัดทางไม่ให้เราทำความดี ไม่ให้เราภาวนาพุทโธๆ
นั้นแหละอย่าไปเชื่อไปหลง

...

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือสุข สงบ เยือกเย็น
สิงหาคม, ๒๕๕๖. หน้า ๔๙



พระอาจารย์ลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม
อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

...

        “ตา” ไปรับรูปที่ไม่ดีเข้ามาส่งให้ “วิญญาณ”
วิญญาณรับรู้แล้วก็ส่งไปยัง "หทัยวัตถุ"ทำให้โลหิตในหัวใจเป็นพิษ
“หู” ไปรับเสียงที่ไม่ดีมาส่งให้วิญญาณ
“จมูก ลิ้น กาย ใจ” ก็ไปรับโผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์ไม่ดีมาให้วิญญาณ
วิญญาณรับรู้แล้วก็ส่งไปยังหทัยวัตถุทำให้โลหิตในหัวใจเป็นพิษ

โลหิตนี้ก็แล่นไปสู่ธาตุ “ดิน น้ำ ไฟ ลม” ในร่างกาย
ทำให้ร่างกายเกิดเป็นพิษขึ้นอย่างนี้  บุคคลนั้นจะมีความสุขมาแต่ไหน?
ใจก็เป็นพิษ กายก็เป็นโทษ หาความสงบเย็นมิได้

       ถ้าเรารักษาจิตของเราให้ดีเสียอย่างเดียวเท่านั้น
ถึงตาจะเห็นรูปที่ดี...มันก็ดี เห็นรูปที่ไม่ดี...มันก็ดี  
จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เช่นเดียวกัน  เมื่อวิญญาณรับรู้แต่สิ่งที่ดี
แล้วส่งไปยังหทัยวัตถุ โลหิตในหัวใจก็ไม่เสีย ไม่เป็นพิษ
เมื่อหัวใจสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายนั้น
ก็จะมีแต่ความสมบูรณ์  เกิดความสงบเย็นทั้งกายใจ
นี่แหละที่เรียกว่าเป็น “ตัวบุญ”  

...


คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.
โดยชมรมกัลยาณธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๕๒. หน้า ๒๖.